วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555

62: ตำนานกวนเกษียณสมุทร



ตามตำนานการกวนเกษียณสมุทรนั้นฝ่ายเทวดาซึ่งนำโดยพระอินทร์ปรารถนาที่จะมีชีวิตเป็นอมตะ เพื่อจะได้รบชนะฝ่ายอสูร
จึงได้ไปขอพรจาก พระนารายณ์ พระองค์จึงแนะนำให้ทำพิธี "กวนเกษียณสมุทร" เพื่อจะได้น้ำอมฤตมาดื่มกินจะทำให้ชีวิตยืนยาว

โดยพญานาคท้าววาสุกรีนั้นได้รับตำแหน่งสำคัญคือเอาตัวเองไปพันกับภูเขามันทละแล้วให้เทวดากับอสูรมาช่วยกันชักเย่อตัวท้าววาสุกรี
ครั้นจะให้อสูรมาช่วยก็คงจะยาก พระอินทร์จึงออกอุบายกับเหล่าอสูรว่า เมื่อกวนเสร็จแล้วจะแบ่งน้ำอมฤตให้ดื่ม เพื่อจะได้เป็นอมตะ
ฝ่ายอสูร จึงยอมร่วมมือแต่โดยดี แต่การกวนต้องใช้ระยะเวลายาวนานซึ่งจะทำให้เขามันทละลึกลงจนถึงโลกมนุษย์ซึ่งโลกอาจจะแตกได้
ร้อนถึงพระนารายณ์จำต้องอวตารลงมาเป็นเต่ายักษ์ เพื่อเอากระดองมารองรับภูเขามันทละเอาไว้

มหกรรมการกวนเกษียณสมุทรได้ดำเนินไปเนิ่นนานพันปี จึงได้ปรากฏสิ่งมหัศจรรย์ขึ้น 10 อย่าง
ซึ่งหนึ่งในนั้น คือนางอัปสรจำนวน 35 ล้านองค์ ออกมาร่วมร่ายรำอำนวยพรให้กับเทวดาทั้งหลายที่กำลังร่วมกันกวนเกษียณสมุทรกับอสูร
เพื่อช่วยให้เกิดความเพลิดเพลินไม่รู้สึกเหนื่อย พระนารายณ์ได้มีบัญชาให้ ไปเป็นบาทบริจาริกาให้กับเทวดาที่ทำพิธีกวนเกษียณสมุทร
หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "กูรมาวตาร"


อันเกษียรสมุทรนั้นตั้งอยู่ในทิศตะวันออกของจักรวาลมีน้ำสีขาวคือเกษียร(แปลว่าน้ำนม) ไหลเต็มอยู่ตลอดปี การจะกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้มาซึ่งน้ำอมฤตเป็นการใหญ่ที่หมู่เทวดาเพียงลำพังจะกระทำกันเองไม่ได้เพราะมีเรี่ยวแรงน้อย ดังนั้นจึงหลอกล่อเหล่าอสูรโดยสัญญาว่าเมื่อได้น้ำอมฤตแล้วก็จะแบ่งกันดื่มเพื่อความเป็นอมตะตลอดไป

เหล่าอสูรได้ฟังดังนั้นก็กระหยิ่มยิ้มย่องตกลงสมานฉันท์ร่วมแรงร่วมใจในพิธีครั้งนี้โดยเริ่มจากช่วยเหล่าเทวดาถอนเขามันทละซึ่งมีความสูงพ้นพื้นดิน 11000 โยชน์ และหยั่งฐานรากอยู่ใต้ดินอีก 11000 โยชน์ เพื่อใช้เป็นไม้กวนเกษียณสมุทร โดยใช้พญานาควาสุกรีผู้เป็นพี่ของพญาเศษะ(เส-สะ หรือ พญาอนันตนาคราชหรือพญานาคพันเศียรที่เป็นแท่นบรรทมของพระนารายณ์) ต่างเชือกพันกับเขามัทละทั้งยังโปรยสมุนไพรอันเป็นทิพย์ลงในเกษียรสมุทรอีกด้วย ฝ่ายเทวดารู้ว่าเมื่อพญาวาสุกรีถูกชักลากไปมาจนเวียนหัวจะสำรอกพิษออกทางปากจึงออกอุบายเยินยอเหล่าอสูรว่าเป็นผู้มีกำลังมากสมควรได้รับเกียรติให้ถือฝั่งหัวพญานาคส่วนเหล่าเทพผู้มีฤทธิ์น้อยจะขอถือฝั่งหางเอง ข้างฝ่ายอสูรได้ยินคำเยินยอเช่นนั้นก็หลงเข้าใจว่าปวงเทวาให้เกียรติจึงรับคำจะถือฝั่งเศียรพญานาคเอง .....แหมช่างคิด

พระนารายณ์ในฐานะองค์ต้นดำริการกวนเกษียณสมุทรจึงต้องมีส่วนช่วยให้การครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีเป็นอันมาก โดยพระองค์ประทับนั่งเหนือเขามันทละที่ใช้ต่างไม้พาย แล้วแบ่งภาคหนึ่งลงช่วยเหล่าเทพชักพญาวาสุกรีเนื่องจากลำพังหมู่เทวะเองมีกำลังน้อย พระนารายณ์ยังทรงแจ้งด้วยทิพยญาณว่าเกษียณสมุทรเมื่อถูกเขามันทละกวนไปเรื่อยๆจะทะลุแล้วน้ำจะไหลไปท่วมมนุษยโลกพระองค์จึงแบ่งภาคเป็นเต่า(กุรมะ=กุ-ระ-ตะ) ใช้กระดองรองรับเกษียรสมุทรไว้จึงเป็นที่มาของ กุรมะวตาร อันเป็นปางที่สามในนารายณ์สิบปาง ระหว่างที่กวนเกษียรสมุทรอยู่นั้น พญาวาสุกรีถูกดึงไปมาก็เกิดเวียนหัวจึงสำรอกพิษร้ายซึ่งกระเด็นไปโดนเหล่าอสูรเป็นที่ปวดแสบปวดร้อนจึงเป็นเหตุให้เหล่าอสูรมีหน้าตาผิวพรรณตะปุ่มตะป่ำนับแต่นั้นเป็นต้นมา ยังดีที่ไม่ใช่อ้วก

พิธีดำเนินไปได้พันปีเกษียณสมุทรพลันบังเกิดหม้อบรรจุพิษ "หะราหระ" ลอยออกมาเป็นลำดับแรก อันหม้อ หะราหระนั้นเป็นพิษร้ายแรง หากตกลงยังมนุษยโลกก็จะบังเกิดเป็นเพลิงกรดเผาโลกให้เป็นจุลไปได้ พระศิวะมหาเทพทรงทราบด้วยทิพยญาณว่าพิษร้ายนี้ไม่มีใครจะกำจัดลงได้เว้นแต่พระองค์เอง เมื่อดำริดังนั้นแล้วจึงทรงดื่มพิษหาลาหละนั้น ฝ่ายพระแม่ปรวาตีเห็นพระสวามีกลืนพิษร้ายจึงได้กดพระศอพระศิวะไว้เพื่อไม่ได้พิษไหลลงสู่พระอุทรได้ ด้วยความร้ายกาจแห่งพิษนั้นยังผลให้พระศอพระศิวะเป็นสีดำพระองค์จึงมีอีกพระนามหนึ่งว่า นิลกัณฐ์ หรือผู้มีคอสีนิลนับแต่นั้นเป็นต้นมา

สิ่งวิเศษลำดับที่สองที่ลอยขึ้นมาคือวัว "กามเธนุ" แปลว่าแม่โคอันพึงปรารถนา รู้จักกันในอีกนามหนึ่งว่าโคสุรภีซึ่งต่อมาให้กำเนิดวัวอุศุภราชหรือนันทิเกศวรอันเป็นเทพพาหนะทรงของพระอิศวร โดยมีเทวดานามเวตาลเป็นพ่อ (บางตำนานว่ากัศยปมุนีปรารถนาจะนำโคกามเธนุไปเป็นพาหนะแต่ติดว่าเป็นโคเพศเมียจึงเนรมิตตนเป็นพ่อโคเข้าผสมด้วยโคกามเธนุจนเกิดลูกโคสีขาวบริสุทธิ์ตั้งชื่อให้ว่า อุศุภราช มีลักษณะงดงามตามตำราจึงได้นำไปถวายพระอิศวรเพื่อเป็นเทพพาหนะ บางตำรากล่าวว่านนทิเกศวรแท้จริงแล้วคือเทพบุตรนามว่า นนทิ เป็นผู้เฝ้าสัตว์ในเขาไกรลาสและหัวหน้าแห่งปวงศิวะสาวก เมื่อพระศิวะปรารถนาจะไปยังที่ใด นนทิก็จะแปลงกายให้เป็นโคเผือกเพื่อเป็นเทพพาหนะ) อันแม่วัวกามเธนุนั้นเป็นโควิเศษสามารถเนรมิตสิ่งต่างๆตามที่เจ้าของปรารถนาได้

สิ่งที่สามคือม้าสีขาวนามว่า "อุจเจศรวัส" ซึ่งต่อมาพระอาทิตย์นำไปเทียมราชรถและเป็นต้นเหตุของการพนันระหว่างนางวินตาและนางกัทรุในตำนานการเกิดของครุฑ

สิ่งที่สี่คือช้างไอราวัตหรือช้างเอราวัณซึ่งเป็นช้างผือกสีขาวมีสามเศียรอันเป็นเทพพาหนะของพระอินทร์

สี่งที่ห้าคือเกาสตุภมณีซึ่งเป็นเพชรล้ำค่าที่สุดในสามโลก ต่อมาพระนารายณ์นำไปประดับพระอุระ

สิ่งที่หกคือต้นกัลปพฤกษ์ซึ่งเป็นต้นไม้ทิพย์สามารถอำนวยความสำเร็จให้แก่ผู้ขอพรได้

สิ่งที่เจ็ดคือพระแม่ลักษณมีซึ่งเป็นเทพแห่งโชคลาภเงินทอง ต่อมาพระนารายณ์รับไปเป็นพระชายา

สิ่งที่แปดคือสุระ (ที่มาของคำว่าสุรา) เป็นน้ำเมาชนิดหนึ่งเกิดขึ้นพร้อมเทวีวารุณีซึ่งเป็นเทวีแห่งการทำเหล้า

สิ่งที่เก้าคือเหล่านางอัปสรซึ่งแปลว่าผู้เกิดจากการเคลื่อนไหวของน้ำลอยขึ้นมาจากเกษียรสมุทร 35 ล้านองค์

ทันใดนั้นพลันเกษียรสมุทรเกิดคลื่นน้ำไหลวนปั่นป่วนปรากฏเทพบุตรนามว่า "ธนวันตริ" ทูนคนโทบรรจุน้ำอมฤตลอยขึ้นมาเป็นลำดับสุดท้าย

ด้วยเกรงว่าเหล่ายักษ์จะแย่งชิงน้ำอมฤตไปดื่ม พระนารายณ์จึงแปลงกายเป็นเทวีหน้าตางดงามนามว่า "โมหิณี" หลอกล่อให้ยักษ์ตามพระองค์ไป ฝ่ายอสูรเห็นหญิงงามก็พากันลืมเรื่องน้ำอมฤตแล้ววิ่งตามพระนารายณ์แปลงในทันที เหล่าเทพเห็นสบโอกาสเหมาะจึงแบ่งกันดื่มน้ำอมฤตในทันใด

ในหมู่ยักษาทั้งหลายที่พากันหลงใหลสะคราญโฉมของพระนารายณ์แปลงยังมียักษ์อยู่ตนหนึ่งนามว่าราหูเป็นยักษ์ที่มีสติปัญญาเฉียบแหลมเหมือนอิ๊กคิวซัง ไม่หลงกลต่อกับดักของเหล่าเทวดา ราหู ซึ่งรู้ในอุบายนี้จึงแปลงกายให้เหมือนเทวดาแล้วไปแฝงอยู่ในหมู่เทพเพื่อดื่มน้ำอมฤต แต่พระอาทิตย์และพระจันทร์เห็นผิดสังเกตเพราะราหูซึ่งถึงแม้แปลงเป็นเทวดาแต่ยังมีเงาทอดลงพื้นจึงเพ่งด้วยทิพยเนตรก็แลเห็นเป็นร่างยักษาแฝงอยู่ เมื่อแจ้งในความจริงเช่นนั้นแล้วพระอาทิตย์และพระจันทร์จึงนำความไปฟ้องพระนารายณ์ ทันใดนั้นพระองค์จึงขว้างจักรสุทรรศนะไปต้องกายราหูขาดเป็นสองท่อน แต่ด้วยฤทธานุภาพแห่งน้ำอมฤตที่ราหูดื่มไปแล้วทำให้ถึงแม้ร่างกายถูกตัดออกเป็นสองส่วนก็ไม่สิ้นชีพ

ราหูเจ็บแค้นที่พระอาทิตย์และพระจันทร์ไปเพ็ดทูลพระนารายณ์จนทำให้กายขาดสองท่อนจึงสาบานที่จะจับพระอาทิตย์และพระจันทร์กินเสียหากโคจรมาเจอกัน ฝ่ายพระจันทร์นั้นโคจรอยู่ในวิมานเบื้องต่ำจึงมักเจอกับราหูอยู่บ่อยๆต่างกับพระอาทิตย์ซึ่งโคจรอยู่สูงจึงไม่ค่อยพบกับราหูนัก ราหูนั้นมีกายเพียงครึ่งเดียวจึงทำให้กลืนพระอาทิตย์และพระจันทร์ได้เพียงชั่วคราวก็หลุดออกมา ด้านกายท่อนล่างของราหูนั้นเรียกว่าพระเกตุ เป็นต้นกำเนิดของดาวหางและอุกกาบาตทั้งปวง

ด้านฝ่ายอสูรหลังจากที่ตามนางโมหิณีและถูกเหล่านางอัปสรมอมสุราพึ่งสร่างจึงพบว่าฝ่ายเทวดาได้ดื่มน้ำอมฤตหมดแล้วก็บังเกิดความโกรธหมายจะเข้าโรมรันแต่เหล่าเทวะได้ดื่มน้ำอมฤตแล้วจึงเป็นอมรไม่มีวันตายอีก ฝ่ายยักษาสู้ไม่ได้ก็พ่ายแพ้กลับไปไม่กล้าเข้ามารุกรานสวรรค์อีก

หมู่ยักษ์เมื่อได้พบบทเรียนเช่นนี้แล้วจึงปวารณาตนไม่ดื่มเครื่องดองของเมาอีกจึงเป็นที่มาของคำว่า "อสูร" (อ+สุระ) หมายถึงผู้ไม่ดื่มสุรา ต่างกับเหล่าเทวะที่ยังดื่มสุราดังเช่นคำเรียกที่อยู่ของเทวดาที่ว่า "ฟากฟ้าสุราลัย" (สุระคือเหล้า สนธิกับคำว่าอาลัยแปลว่าที่อยู่) หมายถึงที่อยู่ของผู้ดื่มสุราคือสวรรค์นั้นเอง

61: พระแก้วไพฑูรย์



พระแก้วไพฑูรย์

เป็นพระแก้วเกิดจากหินธรรมชาติมีอายุหลายล้านปีมาแล้ว ใครจะเป็นผู้แกะหินเป็นพระพุทธรูปนั้นไม่ทราบแต่เป็นพระพุทธรูปที่อยู่ในการปกครองของเจ้านายเมืองอุบลมานานแต่บรรพบุรุษของพระปทุมวราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง)
ได้ถวายเป็นสมบัติของวัดหลวงคู่กับพระแก้วบุษราคัมเมื่อเจ้านายทางกรุงเทพมหานครมาปกครองเมืองอุบล ในสมัยรัชกาลที่ 5 เจ้านายพื้นเมืองอุบลราชธานีเกรงว่าเจ้านายทางกรุงเทพจะบังคับเอาพระแก้วทั้งสององค์ไปเป็นสมบัติของส่วนตัวจึงได้พากันเอาพระแก้วทั้งสององค์แบกออกจากกันไปซ่อนไว้โดยมิดชิดไม่ยอมแพร่งพรายให้คนทั่วไปรู้

ต่อมาเมื่อสร้างวัดศรีอุบลรัตนาราม (วัดศรีทอง) โดยเจ้าอุปฮาชโท บิดาของพระอุบลเดชประชารักษ์ (เสือ ณ อุบล)จึงได้ไปเชิญเอาพระแก้วทั้งสองออกมาจากที่ซ่อน สำหรับพระแก้วบุษราคัมนั้นได้ถวายแด่พระเดชพระคุณพระเทวธัมมี (ม้าว)ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม)และเป็นลัทธิวิหาริกของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มาจากกรุงเทพคงจะมีความเกรงใจไม่กล้าที่จะขอเอาพระแก้วบุษราคัมพระแก้วไพฑูรย์ไปจากเมืองอุบลราชธานี

ส่วนพระแก้วไพฑูรย์นั้นทายากของเจ้านายพื้นเมืองอุบลราชธานีเอาไปเก็บรักษาไว้เพราะเป็นสมบัติอันล้ำค่าของบรรพบุรุษต่อมาภายหลังจึงได้นำมาถวายพระครูวิลาสกิจจาทรเจ้าอาวาสวัดหลวงให้เป็นสมบัติของวัดหลวงตามเดิม ดังปรากฏอยู่ทุกวันนี้นับว่าพระไพฑูรย์องค์นี้เป็นสมบัติของวัดหลวงและของเจ้านายเมืองอุบลราชธานีมาแต่โบราณโดยแท้

พระแก้วไพฑูรย์เป็นหนึ่งในแก้วอันเป็นรัตนชาติ คือ เพชรดี มณีแดง เขียวใสแสงมรกต เหลืองใสสดบุษราคัม แดงแก่กำโกเมนเอก สีหมอกเมฆนิลกาล มุดาหารหมอกมัว แดงสลัวเพทาย สังวาลสายไพฑูรย์

หากจะยกองค์พระขึ้นส่องจะเห็นเป็นคล้ายสายฝนหยาดลงมาจากฟ้าอันเป็นนิมิตหมายแห่งความอุดมสมบูรณ์ฝนตกตามฤดูกาลของสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของเมืองอุบลราชนี้มีพระแก้วบุษราคัมพระแก้วไพฑูรย์ จึงได้พากันเอาไปซ่อนเสียโดยนำออกจากวัดหลวงไปในสมัยนั้นภายหลังทายาทเจ้าเมืองอุบลราชธานีเห็นว่าวัดหลวงไม่มีพระสำคัญจึงได้นำมาถวายให้เป็นสมบัติของวัดหลวงและเป็นของคู่บ้านคู่เมืองสืบไป พระแก้วไพฑูรย์จึงได้กลับมาประดิษฐานวัดหลวงตามเดิมดังที่เห็นอยู่ในขณะนี้

ที่มา : เวบไซด์ ไก้ด์อุบล

60: สมาชิกธรรมถวายพระบรมฯ

วันนี้เวลาประมาณ 20.00น.เป็นต้นไป.....ผมขอเป็นตัวแทนนักรบธรรมเพื่อน้อมถวาย"พระบรมฯและพระอรหันต์ธาตุ"แด่พระอริยะสงฆ์ผู้เจริญสายป่า จ.อุบลฯ ขอให้เหล่านักรบธรรมร่วมโมทนาและปฎิบัติธรรมไปพร้อมๆกันนะครับ.....สาธุ(ข้ามคืนเลยก็ได้นะ.....หึหึ)

ขอให้เจริญในธรรมทุกๆท่านครับ
สมาชิกธรรม

ในคืนวันที่สำคัญๆก็มักจักได้ภาพพิเศษๆให้ได้ชมกัน.....วันนี้ก็เช่นกันมีมาร่วมโมทนาด้วย
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

Name: ดวงจิต-1.jpg
Views: 23
Size: 80.2 KB
ID: 1803847 คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

Name: ดวงจิต-2.jpg
Views: 23
Size: 79.2 KB
ID: 1803848 คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

Name: ดวงจิต-3.jpg
Views: 25
Size: 78.7 KB
ID: 1803849
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

Name: ดวงจิต-4.jpg
Views: 23
Size: 80.8 KB
ID: 1803850 คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

Name: ดวงจิต-5.jpg
Views: 22
Size: 137.0 KB
ID: 1803851 คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

Name: ดวงจิต-6.jpg
Views: 20
Size: 138.1 KB
ID: 1803852

IT Man:
ห้องพระงามดี มีสมเด็จปู่องค์ปฐมด้วย หุหุ
พ่อแม่ครูอาจารย์แนะผมในห้องพระที่บ้านว่า...
ในห้องพระไม่ต้องจุดธูปก็ได้ เพราะควันธูปมีคาร์บอนไดออกไซด์
ผมจึงนมัสการถามต่อว่า...การจุด/ไม่จุด ไม่มีผลต่อการอัญเชิญ...ใช่หรือไม่ครับ
คำตอบน่าจะเดาได้...ซึ่งผมน้อมรับและจักปฏิบัติตามนั้น...

เทพเทวา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ นาค ครุฑ กุมภัณฑ์ คนธรรพ์ พระเพลิง พระพลาย พระพิรุณ พระแม่โพสพ พระแม่ธรณี พระแม่คงคา แม่นางกวัก ฯลฯ
บางคนแม้จักกล่าวสักเคฯกี่รอบ จุดธูปเท่าไหร่...ท่านก็ไม่เสด็จลงมา แต่บางคน แม้เพียงน้อมจิตไปหาท่านก็เสด็จมาโปรด...ทำไมเป็นเช่นนั้น
การกระทำใดๆหากเป็นกุศลล้วนๆ ไม่เจือด้วยราคะ กิเลส เงื่อนไขใดๆ ไม่ต้องบอก...ท่านก็มาร่วมโมทนา

(ปรับปรุงคำชี้แนะมาอีกที)


สมาชิกธรรม:
หากตั้งนิพพานไว้.....ก็ต้องนึกถึงสมเด็จปู่่องค์ปฐมเป็นอารมณ์ เป็นที่หมายเดียวที่เราจักไปเมื่อถึงเวลานั้น(หลบอบายไว้ก่อน หึหึ)

เห็นภาพแค่ครึ่งเดียวก็ทราบว่าเป็นสมเด็จปู่...(สายตาเฉียบ...คมมาก)

59: จันทรุปราคา 54

ดร.นนต์: 11-12-2011, 09:31 PM

เมื่อคืนวันพระขึ้น 15 ค่ำเดือน 1 (10 ธันวาคม 2554) เป็นวันจันทรุปราคาเต็มดวง และมีลมแรงพร้อมกับความหนาวเย็นผิดปรกติ ผมได้เดินจงกรมบนระเบียงบ้านขณะที่เกิดจันทรุปราคาเกือบชั่วโมง และได้พิจารณาสภาวะทุกขเวทนาจากอายตนะทั้งหมด มีลมแรงและหนาวเย็นมากปะทะกับร่างกายของเราอย่างที่สุด ผมพิจารณาถึงรูปและนามอยู่หลายรอบ ปล่อยให้สภาวะของธรรมชาติและสภาวะของธาตุขันธ์ให้มันทำหน้าที่เต็มที่ รูปขันธ์ยืนปะทะกับลมและความเย็นยะเยือกเป็นอยู่อย่างนั้น จิตแน่นิ่งไม่สั่นไปกับอาการหนาวของร่างกาย ความจริงกายกับจิตมันก็แยกกันอยู่แล้ว แต่เราไม่เคยแยกมันออกจากันต่างหาก ผมจึงได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากค่ำคืนจันทรุปราคาในครานี้ครับ

อนึ่ง ในวันคืนพิเศษ มักจะถ่ายรูปออกมาปรากฏมีดวงจิตญาณจำนวนมาก ท่านตาประเสริฐเมื่อคราวมาที่บ้านผมพร้อมกับพ่อแม่ครูอาจารย์ ท่านก็เห็นพรหม เทวดา กุมารเทพ และอื่นๆ เสด็จมามากมายที่บ้านของผม ลองชมภาพดูนะครับ








สองรูปข้างล่างถ่ายไว้เมื่อวันอาสาฬหบูชาหรือวิสาขบูชาเมื่อปีที่แล้ว (ผมจำไม่ได้)



IT Man:
สองวันมานี้ผมยุ่งอยู่กับดูแลช่างติดตั้งเครื่องกรองน้ำบ่อมาเป็นน้ำใช้ (ประปา)
อีกทั้งมีการย้ายปั๊มน้ำมาไว้หลังบ้านด้วยก็เลยผิดแผนว่าจะไปไหว้พระทันตธาตุ
คงได้เลื่อนเป็นหลังจากกลับจากภูดานไห(ปีหน้า)นู่นแหละ...

ภาพของท่านนนต์สวยมากครับ 
  

ภาพจันทรุปราคาที่บ้านสุขสมบัติ
ลองขยายภาพก่อนสุดท้าย(P1240339)ดู ซึ่งผม crop มาจากชายคาหน้าบ้าน
- จะเห็นสิ่งมีปีกสีขาวสุขสว่างอยู่กิ่งไม้ด้านขวามือ
- พระจันทร์จะสีออกแดงๆ (ขนาดเล็ก-ล่างซ้าย)



สิ่งที่มีปีกขาวสุกสว่างนั้น เป็นพญาครุฆ ช่วงนี้มักจะเห็นมาปรากฏพร้อมกันกับพญานาค ซึ่งผมก็พึ่งได้โปรดไปที่มหาวิทยาลัยของผมเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา ผู้มีญาณจักษุทิพย์จึงจะเห็นครับ กล้องสามารถบันทึกได้ก็นับว่ามหัศจรรย์ ผู้ไม่เคยเห็นโปรดวางอุเบกขานะครับ จะได้ไม่เกิดกรรม

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
12 ธันวาคม 2554

สมาชิกธรรม
ยินดีด้วยครับท่านทั้งสอง.....พบเห็นจำนวนมากพอๆกันไม่ธรรมดาเลยนะครับ สำหรับผมนั้นพบเจอน้อยแต่ก็พอมีให้เห็นบ้างประปรายพอเป็นกำลังใจ.....

58: นิมิตฝันว่า ได้ดื่มน้ำทิพย์

10-12-2011, 07:39 AM 
เมื่อคืนผมฝันว่า ได้ดื่มน้ำทิพย์ ซึ่งในน้ำนั้นมี...
- เม็ดมวลสารพระสมเด็จ มีพระธาตุสีขาวใสภายใน/โดยรอบ
- สัญฐานสามเหลี่ยมขนาดเล็กแบน 3x3 mm. 1 องค์
ผมพยายามกลืนอย่างยากลำบาก ในขณะที่มวลสารฯอยู่ในปากผมนั้นรับรสได้ว่า...
ช่าง ขม ยิ่งนัก (ขมเป็นยา)

การฝันนี้หากเราตีเป็นธรรม ก็คงหมายถึง...
การที่เราจักได้รับธรรมะโอสถขั้นเลิศนั้น จักต้องผ่านอุปสรรคนานาประการ เข้าป่าหาแหล่งน้ำ มีน้ำตก ลำธารเป็นอาทิ จักต้องกล้ำกลืนฝืนทนได้ในทุกๆสถาน ไม่ได้สะดวกสบายอย่างที่เป็นอยู่นี้

ผมจะสามารถผ่านได้มั๊ย?
ก็คงจะได้ เพราะผมได้กลืนเม็ดมวลสารพระพิมพ์สมเด็จที่มีพระธาตุสีใสอยู่ภายในนั้น
เข้าไปในท้องเป็นผลสำเร็จ

อ่านต่อ: 144: นิมิตเกี่ยวกับองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช

ขออนุโมทนาในธรรมนิมิตกับท่านสมบัติเป็นอย่างยิ่งครับ

ผมเองก็พึ่งได้โปรดโลกทิพย์แบบทางการและมีพยานเป็นครั้งแรก เมื่อเย็นวันที่ 8 ธันวาคม ที่ผ่านมา ที่มหาวิทยาลัยที่ผมสอนอยู่ พยานของผมก็คืออาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ 2 ท่าน นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ 1 ท่าน ทั้งหมดมีญาณจักษุทิพย์ทุกคน อาจารย์ทั้งสองท่านก็เคยไปกราบพ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช ที่บ้านของผมเมื่อคราวธรรมสัญจรครั้งที่แล้ว มีเรื่องราวเหนือโลกบางอย่างเฉกเช่นบุคคลพิเศษหรือพระอริยเจ้าท่านกระทำเป็นประจำ คือ การโปรดโลกทิพย์

เรื่องอย่างนี้ ผมจึงคิดอยู่หลายรอบว่าจะเขียนเล่าดีหรือไม่ เพราะมันเป็นดาบสองคม และจะเข้าข่าย "หลงตน" หรือไม่ แต่ทุกอย่างมันถูกพัฒนา ดูเหมือนเริ่มจะเปิดเผยตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ และพร้อมกับความสุ่มเสี่ยงในอาการหลงตัวเองก็อาจจะเกิดขึ้นได้เช่นกัน ผมจึงขอพิจารณาเรื่องนี้อีกทีครับ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
10 ธันวาคม 2554 

พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านเมตตาว่า อาการหลงคือไม่รู้ตัวว่าตัวเองหลง หากมีสติรู้กำกับอยู่ก็คงไม่เรียกว่าหลงกระมัง (โลภ โกรธ หลง:ไม่ได้แปลว่าไม่มีหรือไม่เกิดในหมู่นักศึกษาธรรม)

เส้นทางการปฏิบัติเมื่อเข้าถึงระดับที่ละเอียดขึ้น จิตละเอียดขึ้น ก็เป็นธรรมดาที่เราจักสัมผัสหรือแสดงฤทธิ์กันได้ ท่านไม่ได้ปฏิเสธว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มี เพียงแต่อย่าเอามาเป็นของจริง จนเกินพอดี เพราะของจริงคือการกำจัดกิเลสให้เบาบางจนถึงไม่มี

การเปิดเผยสิ่งต่างๆ หากพิจารณาดูแล้วเป็นประโยชน์ไม่เกิดโทษกับใคร ก็นำมาเล่าสู่กันฟังครับ บางครั้งกลัวกันเกินไป ทำให้ผู้ที่คอยติดตามผลแห่งปฏิบัติในอีกภาคหนึ่ง พลาดโอกาสที่จักรับรู้เรื่องราวปาฏิหารย์

สำหรับผมเอง ณ ตอนนี้ก็เลือกที่จะเปิดเผยให้น้อยที่สุด...เลือกบุคคลที่จักเล่าให้ฟังมากที่สุด เริ่มจักเข้าใจ...ยิ่งรู้ ยิ่งเงียบ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังศึกษาอยู่เช่นกัน เจตนาหลักก็ไม่ได้อยากอวดคุณวิเศษ ใครจักเชื่อ/ไม่เชื่อ ศรัทธา/ปรามาส นั่นเป็นเรื่องของเขา

"แสงหิ่งห้อยกับแสงอาทิตย์ นำมาเทียบกันบ่ได้ แม้จักเรียกว่าแสงครือกันก็ตามที"/IT Man

เรื่องที่เกี่ยวข้องนิมิตของข้าพเจ้า:
01: หลวงปู่แหวนมาโปรดในนิมิตร(ฝัน)
10: ฌานนิมิตถึงพระอริยะเจ้า
15: แสงธรรมพระธุดงค์ นิมิตแห่งแสง
16: แสงธรรมพระธุดงค์ ตามหานิมิต 
17: แสงธรรมพระธุดงค์ พบแสงนิมิต

58: นิมิตฝันว่า ได้ดื่มน้ำทิพย์
144: นิมิตฝัน เกี่ยวกับองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช
155: มงคลนิมิต 2 ประการ
160: นิมิตฝันว่า ได้ฟังธรรมจาก...
165: นิมิตฝัน ถึงองค์พ่อแม่ครูอาจารย์มาสอนธรรม
193: นิมิตฝัน เกี่ยวกับองค์พ่อแม่ครูอาจารย์
275: นิมิตฝันว่า ได้ถวายอุปัฏฐากหลวงปู่ชา สุภทฺโท
นิมิตฝันว่า ได้พบพญานาคสีน้ำเงินจำศีลอยู่ในถ้ำ
นิมิตฝันว่า ได้พบงูสีขาวเผือก
นิมิตฝันว่า ได้เดินธุดงค์ติดตามองค์ครูบาอาจารย์ไปทางเหนือ
นิมิตฝันว่า ได้ถวายภัตตาหารร่วมกับญาติธรรมจำนวนมาก
นิมิตฝันว่า ได้ครอบครองเจ้าแห่งเหล็กไหล
นิมิตฝันว่า ทำบุญกับพระภิกษุสายหลวงพ่อวัดท่าซุง
นิมิตฝันว่า ได้ติดตามองค์ครูบาอาจารย์บิณฑบาตทางภาคอิสาน
นิมิตฝันว่า ได้เข้ากราบหลวงปู่หา (หลวงปู่ไดโนเสาร์)
นิมิตฝัน วันออกพรรษา
นิมิตฝันว่า ได้ร่วมขุดหาพระพิมพ์กับองค์ครูบาอาจารย์,หลวงปู่...
นิมิตฝันว่า ได้ติดตามองค์ครูบาอาจารย์ธุดงค์จากบาดาลสู่แดนลับแล (บังบด)

57: 30 พ.ย. 54 ที่แม่สะเรียง

แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน...

ทัศนียภาพรอบเมืองในยามเย็น

ในอ้อมกอดแห่งเขาสูง

แม่น้ำยวมไหลผ่าน

พระธาตุจอมทอง


พระธาตุจอมกิตติ
แม้จะอยู่บนเขาสูง...ก็อาจมีความเสี่ยง...ดินยุบ

มุมมองผ่านลานเจดีย์พระธาตุจอมกิตติ หนึ่งในพระธาตุสี่จอม(จอมแจ้ง,จอมมอญ,จอมทองและจอมกิตติ)
ได้เคยถวายพระบรมฯครบทุกวัดแล้ว
ภาพนี้ผมบันทึกได้ที่หน้าวัดพระธาตุจอมมอญ
เวลาเกือบ 1 ทุ่ม (ซึ่งหน้าหนาว ก็ถือว่ามืดสนิทแล้ว)

วันนี้ราว 6 โมงเย็นนิดๆผมเดินทางกลับจากแม่สะเรียงสู่บ้านเรียบร้อยแล้ว

ระหว่างที่อยู่แม่สะเรียงก็ได้อาศัยช่วงเวลาเย็นขึ้นไปกราบสักการะพระธาตุประจำแม่สะเรียงทั้งสี่แห่งบนยอดเขา ได้ชมวิวเมืองไปในตัว และครบในวันสุดท้าย ซึ่งสองวันหลัง มักจะเกิดเหตุการณ์แปลกๆหลายครั้ง ให้สัมผัสกันได้เนืองๆ เดี๋ยวจะทยอยลงภาพให้ชมกัน ระหว่างที่คณะศิษยานุศิษย์เข้าไปภูดานไห

เมื่อราวสี่ทุ่มวันนี้ก็ได้รับทราบข่าวว่า พระทันตธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามพระพุทธกัสสปะ ได้เสด็จมาถึงประเทศไทยของเราแล้ว โดยองค์กษัตริย์แห่งภูฏาน ได้ทรงให้อัญเชิญมาร่วมเฉลิมฉลองวาระครบ 7 รอบ 84 พรรษาองค์มหาราชา

ขอแนะนำให้ญาติธรรมที่อยู่ กทม. หากมีเวลาก็เข้าไปกราบนมัสการสักการะนะครับ ผมเองก็จะหาเวลาเหมาะเข้าไปกราบฯอยู่เช่นกัน

สามวันนี้ 3-4-5 ธันวาคม 2554 ผมคงถือการปฏิบัติธรรมอยู่เป็นนิจ เพื่อน้อมถวายบุญกุศลร่วมกับพ่อแม่ครูอาจารย์ คณะ นรธ. ทุกสถานที่ รวมทั้งประชาชนชาวไทยผู้มีความจงรักภักดีครับ

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ เป็นพระมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดไป