วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558

หลวงปู่เสถียร นามะทัดสี

ชวนพุทธศาสนิกชนนมัสการ ‘หลวงปู่เสถียร นามะทัดสี’ หรือ ‘หลวงปู่ใหญ่’ อริยะสงฆ์แห่งวัดภูนกหงส์ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลฯ  ละสังขาร 7 ปี ร่างกายไม่เน่าเปื่อย
               สำนักสงฆ์วัดภูนกหงส์  บ้านแก้งอะฮวน ต.ท่าหลวง อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี นับเป็นอีกสถานที่ที่เหมาะต่อการท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติ และเป็นแหล่งปฏิบัติธรรมอันอันสงบเยือกเย็น เหมาะทั้งต่อการพักผ่อนหย่อนใจอย่างสงบของพุทธศาสนิกชนทั้งทางโลกและทางธรรม โดยเป็นสำนักสงฆ์ที่ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 2537-2538 นับตั้งแต่ ‘หลวงปู่เสถียร นามะทัดสี’ หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า ‘หลวงปู่ใหญ่’ ได้ธุดงค์และปฏิบัติธรรมกรรมฐานที่ถ้ำโลกุตตะระของภูแห่งนี้ ทำให้ญาติโยม สาธุชนต่างเลื่อมใสศรัทธาในบุญาญาบารมีเดินทางมานมัสการกันไม่ขาดสาย และได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำนุบำรุงสำนักสงฆ์ จนเกิดสิ่งปลูกสร้างอันเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจหลายอย่าง  สร้างความรุ่งเรืองให้กับพระพุทธศาสนาเมืองอุบลราชธานีให้เป็นที่รู้จักของชาวพุทธผู้เลื่อมใสอีกแห่งหนึ่ง
               แม้ว่าด้วยสภาพภูมิประเทศวัดภูนกหงส์จะอยู่เป็นภูสูง แห้งแล้ง และเต็มไปด้วยโขดหิน แม้น้ำจะดื่มก็หาได้ยาก แต่ด้วยคำสอนของ ‘หลวงปู่ใหญ่’ ที่ยึดรับสั่งจาก ‘ท้าวมหาพรหมชินะปัญจะ’ หรือที่หลวงปู่ใหญ่เรียกว่า ‘พ่อ’ เป็นมั่นเหมาะจากปริศนาธรรมที่ว่า “ให้ปลูกข้าวใส่พะลานหิน แล้วรดด้วยธรรมะ ก็จะมีข้าวกินไม่อดอยาก”  ทำให้การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของหลวงปู่ใหญ่ไม่เคยลดละ ต่อเมื่อพุทธศาสนิกชนได้ทราบถึงบารมีจึงต่างมากราบไหว้และทำนุบำรุงสำนักสงฆ์วัดภูนกหงส์ไม่น้อย  ปัจจุบันสำนักสงฆ์แห่งนี้มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ราว 2-3 รูป โดยหลักคือ ‘พระภาณุพงษ์   ญาณวโร’ วัย 45 ปี ศิษย์ที่ปฏิบัติตามคำสอนของหลวงปู่ใหญ่อย่างเคร่งครัด บุตรบุญธรรมของ ‘ตาสี’ โยมอุปถากผู้ใกล้ชิดกับหลวงปู่ใหญ่  
               พระภาณุพงษ์  ญาณวโร  บอกว่า  ก่อนหน้าที่จะมาบวชเป็นศิษย์ของหลวงปู่เสถียร หรือหลวงปู่ใหญ่ เคยป่วยหนักเจียนตาย แต่ด้วยศิษย์ของหลวงปู่ใหญ่ช่วยกันรักษาบวกกับโยมพ่อสีทำให้หายป่วยได้อย่างปลิดทิ้ง ทำให้รู้สึกซาบซึ้งต่อบุญคุณของหลวงปู่ใหญ่จึงตั้งใจจะบวชไม่สึก  บำเพ็ญเพียรตามรอยของหลวงปู่ใหญ่ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ซึ่งก่อนหน้าที่จะหันหน้าเข้าสู่ร่มกาสาวพัตรได้ปฏิบัติธรรม ยึดหลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคำสอนของหลวงปู่ใหญ่อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 4 -5 ปี กระทั่งโยมพ่อสีได้มอบคัมภีร์ 4 บรรทัดของหลวงปู่ใหญ่ให้ จากนั้นจึงได้บวชเข้าสู่ร่มพระพุทธศาสนาที่ จ.นครราชสีมา และเดินทางมาบำเพ็ญเพียรตามรอยหลวงปู่ใหญ่ที่วัดภูนกหสงส์แห่งนี้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยหวังทำนุบำรุงวัดภูนกหงส์ให้เจริญรุ่งเรืองและเป็นวัดที่ถาวรสืบไปตามความตั้งใจของหลวงปู่ใหญ่
               ซึ่งขณะนี้สิ่งปลูกสร้างภายในสำนักสงฆ์วัดภูนกหงส์ประกอบด้วย  พระอุโบสถซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระประธานโบราณ นอกจากนี้ยังมีพระอรหันต์ 8 ทิศ ตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ บนพะลานของหิน จำนวน 6 จุด ยังเหลืออีก 2 จุด ที่ยังสร้างไม่เสร็จ  ส่วนด้านล่างบริเวณรอบพะลานหินเป็นพื้นอีกชั้นหนึ่งที่ประกอบด้วยต้นไม้ และหน้าผา ง่อนหินที่สงบเยือกเย็น ที่ในช่วงที่หลวงปู่ใหญ่ยังอยู่ได้ใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐานทั้งหมด
               จุดแรก อยู่บริเวณทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นถ้ำที่หลวงปู่ใหญ่ใช้ปฏิบัติกรรมฐานเป็นระยะ นอกจากนี้ยังมี โรงทาน และศาลาโฮมพระธรรมแก้ว ที่ญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาหลวงปู่ได้ก่อสร้างถวายเพื่อใช้รองรับญาติโยมผู้มาทำบุญและปฏิบัติธรรม จากนั้นตลอดเส้นทางที่ลัดเลาะไปรอบภูทางทิศตะวันออกจะมีคำสอนของหลวงปู่เสถียรหรือหลวงปู่ใหญ่ติดเรียงรายอยู่ตามต้นไม้สองข้างทาง เพื่อให้ญาติโยมและสาธุชนที่มาเยี่ยมเยือนได้อ่านและซึมซับในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตที่ไม่มีความจีรัง
               ต่อมาไม่ไกลก็แวะเข้าสู่วิหารดอกบัวคู่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่หลวงปู่ใหญ่ใช้ปฏิบัติธรรมและจำวัดเป็นประจำ ซึ่งประวัติความเป็นของวิหารดอกบัวคู่แห่งนี้  หลวงปู่ใหญ่เล่าสู่ลูกหลานฟังว่านับเป็นสถานที่เสี่ยงทายของพระศรีอารยะเมตไตร และพระพุทธโคดง  ที่เสี่ยงทายดอกบัวเงิน-ดอกบัวทอง ว่าบัวดอกใดบานก่อนผู้นั้นจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก่อน ซึ่งเจดีย์ทั้งสองที่ประดิษฐานในวิหารแห่งนี้ ยังมีเส้นพระเกศาของ 2 พระองค์บรรจุอยู่เจดีย์ละ 1 เส้น เพื่อให้ลูกหลานได้กราบไหว้ขอพร โดยตัววิหารถูกปูด้วยหินอ่อน มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ 1 รูป และรูปปั้น 1 รูป ด้านบนของผนัง มีอักษร ‘หลวงปู่เสถียร มานะทัดสี เป็นผู้สร้างที่พักพระพุทธศาสนาท้าวภูหงส์หิน ท้าวสุวรรณหงส์ เมื่อ พ.ศ. 2541 ’ ขณะบนหลังคาวิหาร มีรูปปั้นของเทพประจำทิศประดิษฐานอยู่เบื้องบนทุกทิศ
               ถัดจากวิหารดอกบัวคู่ไม่ไกลเป็น ‘ถ้ำโลกุตตะระ’  ซึ่งเป็นถ้ำที่หลวงปู่ใหญ่ใช้บำเพ็ญเพียรภาวนาจนเกิดบุญญาบารมีแก่กล้า อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของวัด โดยถ้ำแห่งนี้ด้านหน้ากว้าง  7 เมตร ลึก 7-8 เมตร  หน้าร้อนอากาศจะเย็นสบาย แต่หน้าหนาวอากาศภายในถ้ำจะอบอุ่นอย่างเป็นอัศจรรย์ ในครั้งที่หลวงปู่ใหญ่มีชีวิตอยู่พระธุดงค์หลายรูปเคยมาใช้เป็นที่บำเพ็ญเพียร แต่กลับอยู่ไม่ได้ต้องจรไปในที่สุด ส่วนด้านหน้าถ้ำมีรูปปั้นม้าเด่นเป็นสง่าที่ชื่อว่า ‘ม้ามณีกาบ’  เป็นม้าประจำตัวของหลวงปู่ใหญ่  ถัดไปอีกเล็กน้อย เป็นที่ตั้งของ ‘ศาลาหอพระไตรแก้ว’ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของรูปปั้นท้าวมหาพรหม และรูปปั้นหงอคง ซึ่งให้พุทธศาสนิกชนเข้านมัสการขอพรได้
               ระหว่างนี้เดินลัดเลาะไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของภู ก่อนขึ้นบนพะลานหินหรือลานด้านบนของสำนักสงฆ์ เพื่อไปสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่สุดอีกแห่งหนึ่งของวัดภูนกหงส์แห่งนี้  นั่นคือ ‘เจดีย์ดอกบัวทอง’ ซึ่งเป็นเจดีย์ขนาดใหญ่เป็นรูปดอกบัวทอง 3 ชั้น ด้านบนเป็นยอดฉัตร เจดีย์แห่งนี้ที่ประดิษฐานของรอยพระพุทธบาท และยังเป็นที่เก็บร่างของหลวงปู่ใหญ่ที่มรณภาพไปแล้วรวม 7 ปีนับจนถึงปัจจุบันแต่ร่างกายไม่เน่าเปื่อยเป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง โดยถูกบรรจุอยู่ในโลงแก้วตั้งไว้ด้านข้างรอยพระพุทธบาท เพื่อให้ลูกหลาน ศิษย์ และพุทธศาสนิกชนทั่วไปได้นมัสการ
พระภาณุพงษ์  ญานวโร  กล่าวว่า  ประวัติของหลวงปู่เสถียร มานะทัดสี หรือหลวงปู่ใหญ่ นั้น เป็นชาว จ.อุบลราชธานี โดยกำเนิด เกิดที่บ้านหนองกุงใหญ่ ต.สำโรง อ.พิบูลมังสาหาร เป็นบุตรคนโตในบรรดาพี่น้อง 3 คน ของ นายทา ทัดสี และนางเพ็ง ทัดสี หลวงปู่ใหญ่ เกิดเมื่อปี 2479 แต่เป็นกำพร้ามาตั้งแต่เด็กจึงอาศัยกินข้าววัด นอนวัด และเรียนจบชั้น ป. 4 ที่บ้านหนองกุงใหญ่ บวชเณรที่วัดสระปทุมมาลัย และเรียนต่อที่วัดวรรณวารี อ.วารินชำราบ จ.อุบลฯ จบนักธรรมตรี จึงลาสิกขาบทมาช่วยญาติทำนา
               ระหว่างที่ลาสิขาบทออกมานี้มีอยู่วันหนึ่งช่วงเวลาประมาณ 1-2 ทุ่ม ได้ปรากฎการณ์ที่เหนือธรรมชาติเกิดขึ้นที่หลังบ้านหลวงปู่โดยจู่ๆ มีผ้าขาวปลิวลงมาจากท้องฟ้าบริเวณป่าหลังบ้าน ท่านได้ไปดูพบมีกลิ่นหอมฟุ้งเหมือนดอกไม้ป่ากระจายทั่วบริเวณ จากนั้นมีชายนุ่งชุดขาวได้ออกมา หลวงปู่รู้สึกกลัวแต่ก้มกราบชายชุดขาว ๆ สั่งกับท่านว่าให้ตั้งอยู่ในศีลและปฏิบัติธรรม สวดมนต์ภาวนาเป็นประจำอย่าได้ขาด จากนั้นก็ลอยกลับขึ้นท้องฟ้าจนลับตาไป และหลังจากนั้นชายนุ่งขาวคนเดิมก็มักจะมาหาหลวงปู่อีกเกือบทุกคืน ซึ่งทราบต่อมาว่าชายชุดขาวก็ คือ ‘ท้าวมหาพรมชินะปัญจะ’  ซึ่งหลวงปู่เรียกว่า ‘พ่อ’ และท้าวมหาพรหมให้นึกถึงท่านในเวลาที่ต้องการซึ่งท่านจะมาช่วยเหลือทุกครั้งไป
               ช่วงวัยหนุ่ม หลวงปู่ได้ไปสมัครเป็นทหารรับจ้างที่ประเทศลาว ได้รับการฝึกความอดทนทุกรูปแบบ ทั้งต่อสภาพดินฟ้าอากาศ  การโดนรอบยิง ลอบวางระเบิด โดนจับติดคุกดอน คุกน้ำ ทรมานกลางแสงแดดจนแทบทนไม่ได้ แต่ก็ไม่ตาย เนื่องจากมักจะมีคนมาช่วยเหลือไว้ทุกที ภายหลังทราบว่าท้าวมหาพรหมต้องการให้ฝึกร่างกายและจิตใจ ก่อนที่จะเข้าสู่การปฏิบัติธรรมอันยิ่งใหญ่ เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ซึ่งระหว่างที่เป็นทหารรับจ้างอยู่นี้หลวงปู่ก็ยังคงฝึกสมาธิภาวนาในใจอยู่ตลอดเวลา กระทั่งลาออกจากทหารรับจ้างในหลายปีต่อมา และมาอาศัยอยู่กับญาติที่ อ.ตาลสุม จ.อุบลราชธานี
               ระหว่างนี้ท่านได้หมั่นทำบุญ นุ่งขาวห่มขาว ทุกวันพระปฏิบัติธรรมเข้าวัดฟังธรรมเป็นนิจ และมักจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับปู่ฤาษี และนิทานโบราณ พระคัมภีร์โบราณ พร้อมกับสั่งสอนลูกหลานให้หมั่นฝึกจิตและยึดมั่นในธรรมโดยการให้ภาวนาหายใจเข้า บริกรรม “พุทธ” หลายใจออกบริกรรม “โธ” และว่าต่อไปบ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา เกิดความวุ่นวาย ผู้คนจะไม่ค่อยรู้จักบาป บุญ คุณโทษ ต่างๆ  กระทั่งท่านอายุได้ 45 ปี  เกิดความเบื่อหน่ายทางโลก จึงได้ออกบวชตามพระประสงค์ของท้าวมหาพรหมฯ  โดยบวชที่วัดเกษตรรัตนสิงห์ ปฏิบัติธรรมเคร่งครัดไม่ฉันท์เนื้อสัตว์ เป็นเวลา 3 ปี กว่าจึงได้ออกธุดงค์ไปตามป่าตามเขาโดยมีเพียงกลดและบาตรติดตัว
               ช่วงแรกจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านค้อแขม ต.เมืองศรีไค อ.วารินชำราบ ระหว่างนั้นได้พบพระน้องชายในอดีตชาติ จึงได้ร่วมกันปฏิบัติธรรมในสำนักสงฆ์โดยไม่ฉันท์เนื้อสัตว์ จำพรรษาเป็นเวลา 1 ปี จึงออกธุดงค์ต่อตามเสียงที่ได้ยินก้องในหูท่านเพียงผู้เดียว
               หลวงปู่ใหญ่ออกธุดงค์ไปตามผาแต้ม ถ้ำมรกต ผาเย็น เขาหลวงไกรราช แดนอาถรรพ์ศักดิ์สิทธิ์ และเขตชัยบาดาล เขาสระบุรี เป็นต้น นอกจากนี้ยังไปภาคเหนือ ภาคตะวันออก ยกเว้นกลางกลางและภาคใต้ที่หลวงปู่บอกว่าไม่ใช่ดินแดนที่จะธุดงค์ โดยเมื่อไปที่ต่างๆ ก็จะทำสัญลักษณ์เป็นพระพุทธรูปไว้ให้ลูกหลานได้ขอพร กราบไว้บูชา จนกระทั่งครบกำหนดตามความตั้งใจจึงได้กลับมาที่บ้านหนองกุงใหญ่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งอยู่ได้ระยะหนึ่งก็ต้องไปที่วัดดอนไร่ จ.อำนาจเจริญเพื่อบูรณะวัดดังกล่าว
               อย่างไรก็ตามมีช่วงหนึ่งที่หลวงปู่ได้ไปที่บ้านโกลขี้หนู อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อพบกับ ‘ตาสี’ โยมผู้ใกล้ชิด โดยไปในช่วงพลบค่ำ ‘ตาสี’ เห็นพระธุดงค์อยู่หน้าบ้านก็ไม่ได้สนใจ ต่อมาหลวงปู่ได้เดินออกจากหน้าบ้าน เพราะไม่มีผู้สนใจ ไม่นานเมียตาสีชักตาตั้งอย่างไม่ทราบสาเหตุ ตาสีรีบวิ่งออกไปหาพระธุดงค์รูปเดิมแต่ไม่พบ  ต้องวิ่งตามหาจนเจอหลวงปู่พบและบอกกับตาสีว่า “บักสีมึงจำกูบ่ได้” ตาสีได้ยินถึงกับนั่งคุกเข่ากราบเท้าและกอดขาหลวงปู่ไว้ร้องไห้ แล้วบอกว่าหลวงปู่มาในแบบของพระจึงทำให้จำกันไม่ได้
               จากนั้นจึงได้นิมนต์ให้เข้าไปในบ้านและหลวงปู่ได้ให้เมียของตาสีดื่มน้ำมนต์สักพักก็หายเป็นปกติ ระหว่างนี้หลวงปู่ได้ถามหาพระคัมภีร์ ตาสีจึงนำมาถวาย จากนั้นท่านจึงเดินทางกลับวัดดอนไร่ แล้วไปวัดสว่าง ต.คึมใหญ่ อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ เพื่อพบพระอาจารย์เสือ พอพบหน้าพระอาจารย์เสือไม่ได้พูดอะไรแต่ไปนำใบลาน 2 ผูกมาถวายหลวงปู่ พร้อมกับบอกว่าขอถวายคืนให้หลวงปู่ หลังจากที่รักษามานานและหมดหน้าที่รักษาใบลานนี้เสียที
               พ.ศ. 2537 ท่านธุดงค์ไปที่ภูนกหงส์ ท่านได้ปักกรฎที่ ‘ถ้ำโลกุตตะระ’ แรกๆ ไม่มีแม้กระทั่งน้ำฉันท์ทำให้ท่านต้องกลับวัดดอนไร่ จากนั้นประมาณปี 2538 ท่านได้กลับมาที่ภูนกหงส์อีกครั้ง อันเนื่องจากปริศนาธรรมที่ท้าวมหาพรหมได้ตรัสว่า “ปลูกข้าวบนพะลานหิน ให้เอาศีลรดต้นข้าว” ซึ่งหมายถึงหากปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามหลักขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะมีพุทธศาสนิกชนเลื่อมใสศรัทธาไม่แร้นแค้น และด้วยความยึดมั่นในคำสอนอย่างเคร่งครัด จึงเป็นเหตุให้ชาวบ้านต่างเคารพศรัทธาท่านมากเป็นลำดับ
               มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านฝันว่าได้รับนิมนต์ไปวัดพระเชตุพน ที่ประเทศศรีลังกา โดยเข้าไปในพระอุโบสถและพบว่าถูกตีตราธรรมจักรที่ฝ่าเท้าขวา ส่วนฝ่าเท้าซ้ายถูกตีรูปใบโพธิ์ พอตื่นมาจึงรู้ว่าฝันไป แต่ที่มากกว่านั้นคือ เมื่อดูที่เท้าปรากฏว่ามีตราสัญลักษณ์ทั้งสองอยู่บนฝ่าเท้าจริงๆ อย่างเหลือเชื่อ นอกจากนี้ ท่านยังเคยได้รับนิมนต์ในนิมิตให้ไปวัดพระเชตุพนอีกครั้งในเวลาต่อมา โดยภายในห้องประชุมขนาดใหญ่มีพระสงฆ์นั่งอย่างเป็นระเบียบอยู่เต็มห้อง ด้านหน้าห้องประชุมมีธรรมาสต์เพชรตั้งอยู่ ไม่นานมีเสียงบอกให้ท่านไปนั่งที่ธรรมาสต์  หลังนั่งบนธรรมาสต์พระสงฆ์ในที่นั้นได้สาธุพร้อมกันดังกึกก้อง ก่อนจะมีจานผลไม้ทิพย์ปรากฏเบื้องหน้าให้พระสงฆ์ทุกรูปฉันท์มังสวิรัติ พอฉันท์เสร็จก็หายวับไปกับตา จากนั้นหลังประชุมเสร็จท่านพบว่ามีชายชุดขาวนำม้าสีแดงมาถวายให้ท่านแต่ท่านไม่รับบอกว่ามีม้าสีหมอกแก่อยู่แล้ว แต่ชายชุดขาวไม่ยอมและให้ท่านขึ้นบนหลังม้า ๆ ตัวดังกล่าวได้เหาะขึ้นบนฟ้า ต่อมาทราบว่าม้าดังกล่าวชื่อ ‘ม้ามณีกาบ’ และกลายเป็นม้าประจำตัวของหลวงปู่ในที่สุด  
               โดยทั่วไปแล้วหลวงปู่ใหญ่จะไม่ค่อยปลงผมจะปลงผมเพียงปีละ 2 ครั้งคือ วันวิสาขบูชา และวันลอยกระทง และท่านได้ปลงผมครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2542 จากนั้นก็ไม่ปลงอีก ขณะที่ความเป็นมาอีกส่วนหนึ่งของวิหารดอกบัวคู่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเจดีย์ดอกบัวเงิน-ดอกบัวทอง ในช่วงที่หลวงปู่มียังไม่ละสังขารญาติโยมที่ศรัทธาร่วมกันทำการก่อสร้างขึ้น หลวงปู่ได้ทำพิธีบวงสรวงเทพยาดา ปรากฏว่าฟ้าเปิดแต่มีฝนตกลงมาเฉพาะบริเวณที่จะทำการก่อสร้างเป็นอัศจรรย์
               อย่างไรก็ตามตลอดเวลาหลวงปู่ไม่รับกฐิน หรือทำซองผ้าป่าใด แต่เน้นให้พุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสอย่างแท้จริงได้เข้ามาทำการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเองโดยสมัครใจ ทำให้ภูนกหงส์มีสิ่งปลูกสร้างขึ้นมาพอสมควรในขณะนี้ และยังมีไฟฟ้าให้แสงสว่างกับพระสงฆ์  นอกจากนี้ในบริเวณสำนักสงฆ์แห่งนี้ยังมีหินที่คล้ายรูปหงส์ 2 ตัว อยู่บริเวณด้านทิศตะวันตก หรือหน้าผาทางเข้าวัด เหมือนหงส์ 2 ตัว หันหน้าเข้าหากัน แต่มีคนไปทำลายทำให้ช่วงหัวนกทั้งสองหักลง ซึ่งชาวบ้านเล่าว่าผู้ที่ทำลายหินรูปนกดังกล่าว  หลังทำลายก็กลับไม่ถึงบ้านเกิดการตายระหว่างทางกลับบ้านนั่นเอง ระยะหลังหลวงปู่ได้สั่งให้มีการบูรณะส่วนหัวและคอนกหงส์ที่หักไปขึ้นมาใหม่ ให้พุทธศาสนิกชนเคารพบูชาพร้อมกับให้สร้างศาลาครอบไว้เป็นอนุสรณ์ ซึ่งช่วงที่พุทธศาสนิกชนได้ขึ้นมาที่ภูนกหงส์กันมากคือช่วงปี 2544  
ส่วนอดีตชาติของหลวงปู่ใหญ่นั้น ในช่วงที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้นได้เปิดเผยว่า  อดีตชาติท่านคือ หลวงปู่โพนเสม็ดแห่ง สปป.ลาว , หลวงปู่สมเด็จลุน, หลวงปู่เทพโลกอุดร และมาหลวงปู่เสถียรหรือหลวงปู่ใหญ่  และในอดีตชาติเคยเป็นผู้บูรณะพระธาตุพนมที่ จ.นครพนม ในสมัยที่เป็นหลวงปู่โพนเสม็ด หลวงปู่ใหญ่ยังพูดได้ 12 ภาษา แม้ไม่ได้ร่ำเรียนมาก็ตาม โดยเฉพาะรูปภาพและสถานที่ที่ท่านอยู่บำเพ็ญเพียรมักจะมีตัวอักษรจีนปรากฎอยู่เสมอ
               ในปี 2543 ท่านได้เทศน์ว่า สิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นในภูนกหงส์แห่งนี้ ทุกอย่างล้วนเป็นการเสี่ยงทายผู้ใดจะได้ร่วมสร้าง โดยบอกว่าเบื้องบนกำลังคัดเลือกคนดีคนชั่ว เนื่องจากโลกถึงเวลาและจะมีแต่ความวุ่นวาย ภัยพิบัติธรรมชาติเกิดขึ้นเป็นลำดับ สำหรับพระธาตุดอกบัวทอง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท และสังขารที่ไม่เน่าเปื่อยของหลวงปู่นั้น  ท่านได้ให้สร้างขึ้นในช่วงปี 2544 โดยมีฐานสูงจากพื้น 50 เซนติเมตร กว้าง 30 เมตร มณฑป 30X30 เมตร มี 3  ฐานเป็นลำดับ ตลอดระยะเวลาการก่อสร้างท่านไม่สามารถไปไหนได้กระทั่งสร้างเสร็จสิ้นเป็นส่วนๆ จึงไปไหนมาไหนได้ ดังหนึ่งว่าเป็นคำสั่งของเบื้องบน อย่างไรก็ตามหลวงปู่ใหญ่เป็นผู้มีเมตตาดังโดยท่านได้พูดเสมอว่า “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก ให้มีเมตตาต่อกันรักกัน ช่วยเหลือจุนเจือซึ่งกันและกัน”
               ประมาณปี 2544 ท่านจึงเริ่มอาพาธ ช่วงแรกอาพาธโดยไม่ทราบสาเหตุ มีอาการหนาวสั่นตลอดเวลา หมอไม่สามารถวินิจฉัยได้ รักษากว่า 1 เดือนจึงเริ่มดีขึ้น พอหายแล้วท่านบอกว่า ได้ไปรับแต่งตั้งให้เป็นยอดขุนพลอัจฉริยะเทพยุวกษัตริย์มา และระหว่างที่ขึ้นไปสมเด็จย่าได้ประทับอยู่บนชั้นดาวดึงและได้ประทานจีวรทองคำให้หลวงปู่ (ซึ่งท่านเคยสวมเพียงครั้งเดียว คนที่เห็นคือตาสี ปัจจุบันมีรูปปั้นหลวงปู่ห่มจีวรทองคำอยู่ในพระอุโบสถวัดภูนกหงส์)  จนกระทั่งปี 2546 ท่านได้สั่งให้สร้างพระศรีอารยะเมตไตรถือดอกบัว นั่งบนสิงห์ หน้าตักกว้าง 1 นิ้ว ทำด้วยทอง เงิน นาค ทองคำขาว ตะกั่วนม ชิน ทองแดง ทองเหลือง และสำริด จำนวน 999 องค์ มีระยะเวลาทำ 1 เดือนกว่า เพื่อเก็บไว้ให้ลูกหลานที่มาร่วมสร้างทำนุบำรุงศาสนา
               จากนั้นในราวเดือนกรกฎาคมของปีเดียวกัน ท่านได้อาพาธหนัก ไม่ยอมฉันท์เนื้อสัตว์ ยกเว้นผลไม้เป็นเวลา 3 เดือน และได้สั่งให้สร้างพระเจดีย์ทองให้เสร็จในเดือนมกราคมปี 2547 พอถึงเดือนสิงหาคมปี 2546 ท่านเริ่มอาการดีขึ้น ต่อมาวันที่ 15 สิงหาคม 2546  อาการได้ทรุดหนักอีกครั้งต้องเข้า รพ.ประจำจังหวัดอุบลราชธานี พอถึงวันที่ 17 ส.ค. 2546 ท่านได้สั่งให้เขียนประวัติท่านไว้ และสั่งให้ทำพระเจดีย์ให้เสร็จใน 3 ปี จากนั้นจึงได้ละสังขารโดยสงบ ในวันอาทิตย์ที่ 17 ส.ค. 2546 แรม 5 ค่ำ เดือน 9 ปีมะแม รวมศิริอายุได้ 67 พรรษา
               นายพงษ์  บุญเลิศ อายุ 67 ปี มัคทายกวัดภูนกหงส์ ชาวบ้านแก้งอะฮวน ซึ่งเป็นผู้หนึ่งซึ่งรับใช้วัดภูนกหงส์และหลวงปู่ใหญ่อยู่เสมอ  กล่าวว่า ในช่วงที่หลวงปู่ใหญ่มาธุดงค์และตั้งวัดแห่งนี้ตั้งแต่เริ่มแรก ตนได้ช่วยเหลือท่านในการปรับปรุงถ้ำโลกุตตะระที่ใช้สำหรับนั่งวิปัสสนากัมมฐาน จนเป็นที่เหมาะต่อการเจริญภาวนา และได้เป็นส่วนหนึ่งร่วมกับญาติโยมในการสร้างและบูรณะวัดภูนกหงส์
               ซึ่งในช่วงที่หลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ มีญาติโยมที่ศรัทธาส่วนใหญ่มาจากในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ขณะที่ชาวบ้านในระแวกนี้ต่างก็รู้กิตติศัพท์ของหลวงปู่ดี และมาร่วมทำบุญกันต่อเนื่อง ส่วนที่น่าอัศจรรย์ใจสำหรับชาวบ้านในแถบนี้ มีครั้งหนึ่งที่หลวงปู่รับกิจนิมนต์จากญาติโยมที่มานิมนต์พร้อมกันหลายเจ้าในเวลาเดียวกัน 5 เจ้า ครั้นจะปฏิเสธก็จะเสียน้ำใจญาติโยม ท่านจึงได้รับนิมนต์ทั้ง 5 เจ้า  แต่พอถึงเวลาจริง ชาวบ้านที่ไปร่วมงานต่างพบว่าหลวงปู่ไปร่วมงานที่ได้รับนิมนต์ทุกที่พร้อมๆ กันในเวลาเดียวกัน จึงทำให้ชาวบ้านต่างอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมาก ล่ำลือกันว่าท่านสามารถแยกร่างได้ ส่วนบารมีของท่านเชื่อว่ามาพร้อมกับการปฏิบัติธรรมที่เป็นไปอย่างเคร่งครัดและไม่ขาด จึงทำให้ญาติโยมศรัทธามาก
               และต่อเมื่อท่านได้ละสังขารแล้ว ร่างกายก็แห้งไปโดยธรรมชาติไม่มีการเน่าเปื่อย แม้ไม่แช่เย็นหรือฉีดสารใดๆ  ซึ่งเป็นสิ่งที่หลวงปู่ได้กล่าวไว้ก่อนจะละสังขารว่า หลังจากมรณภาพแล้วห้ามไม่ให้ญาติโยมประชุมเพลิงศพของท่านโดยเด็ดขาด เพราะร่างกายท่านจะไม่เน่าเปื่อย โดยเป็นการรู้ล่วงหน้าก่อนที่ท่านจะละสังขารไป นายพงษ์ กล่าว 

(Link ที่มา : http://goo.gl/DY475r , http://goo.gl/mitxOs , http://goo.gl/l5f6ZQ สาธุๆ)

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2558

นิมิตฝัน ว่าได้เข้ากราบหลวงปู่หา สุภโร



เมื่อคืน (8 มี.ค 58) ฝันเจอหลวงปู่หา (หลวงปู่ไดโนเสาร์) นั่งอยู่บนกุฏิไม้หลังเก่าๆ (ดูแล้วเหมือนบ้านข้าพเจ้าเอง เมื่อสมัยก่อน) ข้าพเจ้ากับผู้ชายแปลกหน้าสองคน ขึ้นไปยังกุฏิ แล้วน้อมกราบหลวงปู่ (ณ เบื้องหน้าท่านมีพานใส่พระเครื่องหนึ่งพาน ตะเกียงสมัยก่อนจุดไว้หนึ่งดวง) สองคนนั่นตั้งใจมาขอเหรียญ (วัตถุมงคลรูปหลวงปู่) ท่านจึงให้หยิบเอาเอง ชายสองคนหยิบเอาเหรียญหลวงปู่สีทองแดงรมดำไปสองเหรียญและหยิบขององค์อื่นเป็นสีทองเหลืองไปอีกสองเหรียญ จากนั้นทุกคนรวมทั้งข้าพเจ้าจึงขออนุญาตลากลับ

สำหรับข้าพเจ้าเฝ้าดูหลวงปู่อยู่ข้างล่างและไม่ได้ขอเหรียญท่านมา (ดูจากพานมีเหรียญของหลวงปู่เพียงสองเหรียญและรู้สึกเฉยๆเหมือนว่ามีแล้ว) จากนั้นจึงได้ไตร่ถามคนที่อยู่ใต้กุฏิว่า หลวงปู่เป็นไงมั่ง? เพราะรู้สึกตะหงิดใจแต่แรกก่อนขึ้นบันไดไปกราบท่านแล้ว

คนที่ใต้กุฏิบอกว่า "หลวงปู่ท่านละสังขารไปแล้ว แต่ท่านรวมร่าง (ในนิมิตซ้อนนิมิต เริ่มเห็นจากความว่างเปล่า) เป็นองค์พระขึ้นมาเพื่อที่จะมอบวัตถุมงคลให้ ประเดี๋ยวองค์ท่านก็จะไปแล้ว" !



ข้าพเจ้าเคยได้นิมิตฝันถึงหลวงปู่มาหนึ่งรอบ (นิมิตฝันว่า ได้เข้ากราบหลวงปู่หา (หลวงปู่ไดโนเสาร์)) รอบนี้เป็นรอบที่สองที่ฝันเจอท่าน ภายหลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน (1 มี.ค.58) ข้าพเจ้ากับเพื่อนๆได้เข้ากราบถวายพระพิมพ์และอื่นๆแด่หลวงปู่ ที่ รพ.วิชัยยุทธ อีกทั้งยังได้ขอความเมตตาท่าน ช่วยอธิษฐานจิตพระพิมพ์ให้ด้วย

ขอนอบน้อมกราบ กราบ กราบ หลวงปู่หา สุภโร ด้วยเศียรเกล้า สาธุ สาธุ สาธุ

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

นิมิตฝันว่า พบยุคสมัยที่มีแต่ความแห้งแล้งกันดาร

ได้นิมิตฝันว่า


เหตุการณ์เกิดที่ ด้านหน้าถ้ำใหญ่กลางป่าเขา

สมัยนั้นน้ำท่าแห้งแล้งขนาด คนต้องอพยพมารวมกันบนภูเขาต้นน้ำ อาศัยในรู ในถ้ำ พากันขุดหาสายน้ำ ก็ยากลำบาก ส่วนน้ำตกก็แห้ง มีแต่โคลน เห็นพากันเอารูปหลวงปู่ครูบาอาจารย์มาอุดมาติด ณ จุดที่น้ำตกมา (ณ ที่นี้มีแต่โคลน ไม่มีน้ำตกเช่นปกติ - เดาว่าน่าจะขอบารมีจากพระสงฆ์)

ในเมืองถ้ำและในรูถ้ำก็มีพวกที่เป็นใหญ่ คอยรับเครื่องบรรณาการ (อาหาร) จากผู้อ่อนแอ พอหามาไม่เพียงพอก็พากันจับพวกที่อ่อนแอกว่ามาเป็นอาหาร องค์ครูบาอาจารย์กับศิษย์ยืนดูเหตุการณ์อยู่นอกถ้ำอย่างสลดสังเวช

ความฝันเปลี่ยนสถานที่มาที่วัดที่ ตจว. ตอนนั้นข้าพเจ้าจะนำพาหนะ (รถคันปัจจุบัน แต่เก่ามากแล้ว) นิมนต์ครูบาอาจารย์ไปธุดงค์ องค์ท่านบอกให้รอโน๊ตก่อน เที่ยวนี้จะใช้รถของโน๊ตที่เป็นรถเก๋งสีกรมท่าเก่าๆพาธุดงค์ ขณะรอก็ตื่นพอดี (จบความฝัน)

ฝันรอบนี้รู้สึกว่าทุกอย่างดูเก่า ดูลำบากกันมาก ไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา คงสลดใจจากฝันตอนแรกที่คนจับคนมาเป็นอาหาร ทั้งๆที่พวกที่หาของหาอาหารมามอบให้เขาก็ลำบากจะแย่

ปล. พวกที่มีกำลังมากกว่าคือพวกที่ขุดหาสายน้ำในโพลงดิน (เดาว่าพวกที่อยู่ข้างล่าง คงอดตายไปหมดแล้ว เหลือแต่ผู้มีกำลังมากกว่า กระนั้นก็ลำบากมากๆ)

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558

บรรจุพระบรมฯธาตุ


วันนี้วันพระใหญ่แรกของปี ถือเป็นอุดมมงคลฤกษ์ จึงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ, พระบรมฯธาตุพระปัจเจกพุทธเจ้า, พระธาตุพระอรหันต์,พระธาตุเทพนิมิต และพระอังคารธาตุ มาสรงน้ำหอม ทำความสะอาดภาชนะบรรจุฯ จากนั้นจัดเตรียมพระบรมฯกับพระธาตุฯ บรรจุในผอบขนาดเล็กรวม ๓๓ องค์ เพื่อน้อมอัญเชิญถวายแด่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์ ร่วมประดิษฐานยังพุทธะเตชะเจดีย์ (พระธาตุเตโช) พุทธสถานภูดานไห ในวาระมุทิตาสักการะ ๒ ก.พ.๕๘

ขอพรความเป็นศิริมงคลนี้จงมีแก่พวกเราทุกท่านตลอดไปเทอญ

ขอนอบน้อมกราบ กราบ กราบ ด้วยเศียรเกล้า
สาธุ สาธุ สาธุ

วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2557

พรปีใหม่ พ.ศ.๒๕๕๘

  

ทุกข์ใดใดจงสิ้น อันตรธาน
ทั้งหมู่ผองภัยพาล ผ่านพ้น
สุขเกษมยั่งยืนนาน ถ้วนทั่ว ชนผอง
พบแต่สิ่งดีล้น แต่นี้ นิรันดร์

องค์พ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช
๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๗

ขอนอบน้อมกราบ กราบ กราบ รับพร
สาธุ สาธุ สาธุ

วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ติดตามถวายการอุปัฏฐากองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ธุดงค์ขึ้นเหนือ











ติดตามถวายการอุปัฏฐากองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ธุดงค์ขึ้นเหนือ ระหว่างวันที่ 16 - 20 ธันวาคม 2557 : เส้นทางตาก - แม่ฮ่องสอน - เชียงใหม่ - เชียงราย - ลำปาง 
(น้อมกราบนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ , พระพุทธบาทสี่รอย , พระธาตุโบราณ , หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง และ พระธาตุกับรอยพระพุทธบาท อ.แจ้ห่ม)
.........................................
ขอนอบน้อมกราบ กราบ กราบ ด้วยเศียรเกล้า
สาธุ สาธุ สาธุ