วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

146: หนังสือตามรอยพระพุทธบาท 491 แห่ง

ตามรอยพระพุทธบาท 491 แห่ง


บทโศลกสรรเสริญลายลักษณ์พระพุทธบาท

วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2555

145: กราบนมัสการและถวายภัตตาหารแด่หลวงพ่อจ่า


กราบเรียน เพื่อน นรธ.และญาติธรรมที่เคารพ,

เนื่องด้วยวันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน 2555 , หลวงพ่อจ่า ท่านเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ศิษย์องค์หลวงตามหาบัว จักเดินทางมาฉันภัตตาหารที่พุทธสถานภูดานไห จ.กาฬสินธุ์ ร่วมกับองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช

จึงถือเป็นโอกาสอันดีของเหล่าศิษย์ที่จักได้ถวายการอุปัฏฐากและได้ทำบุญใหญ่กับพระอริยเจ้าทั้งสองรูปพร้อมๆกัน

หลวงพ่อจ่า ท่านจักเดินทางมาจากสถานปฏิธรรมคำตัน อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย
โดยโยมพ่อขององค์พ่อแม่ครูอาจารย์จักถวายความสะดวกในการเดินมาในครั้งนี้

จึงขอเรียนเชิญนรธ.และญาติธรรมร่วมทำบุญในวาระโอกาสนี้

อนึ่ง หากท่านไม่สามารถเดินทางมาได้ด้วยตนเอง แต่ปรารถนาจักร่วมถวายปัจจัยแด่หลวงพ่อ ตามแต่ท่านจักเรียกใช้
เนื่องจากหลวงพ่อกำลังดำเนินการสร้างศาลาปฏิบัติธรรมและที่พักสงฆ์อยู่ที่หนองคาย อันเป็นบ้านเกิดของท่าน

ท่านสามารถโอนปัจจัยร่วมทำบุญมาที่บัญชีส่วนตัวผม แล้วผมจักเป็นตัวแทนน้อมถวายแด่ท่านในวันงานบุญดังกล่าว

บัญชีร่วมบุญเฉพาะวาระนี้ดังนี้
โมทนาสาธุในบุญกุศลนี้ทุกประการ
นรธ.สมบัติ เพ็งพล
IT Man/28.06.55

Link ที่เกี่ยวข้อง:

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

144: นิมิตเกี่ยวกับองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช

ข้าพเจ้าเคยได้นิมิตที่เกี่ยวข้องกับองค์พ่อแม่ครูอาจารย์อยู่อย่างน้อย3 ครั้งด้วยกัน ที่จำได้ดีมี 3 คราวดังนี้
นิมิตครั้งแรก : ติดตามองค์พ่อแม่ครูอาจารย์เข้าป่าหาโมกขธรรม (ประมาณปลายปี 54)
01: โยมผู้หญิงนิมนต์ให้เข้าไปขึ้นบ้านใหม่ในป่า:

ในฝันนั้นองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ คุณแม่ชม และข้าพเจ้ากำลังเดินธุดงค์ในป่าที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่ง ก็มีโยมผู้หญิงเข้ามากราบอาราธนานิมนต์องคืพ่อแม่ครูอาจารย์ไปขึ้นบ้านใหม่ พวกเราก็เดินตามไป ข้าพเจ้าสังเกตุเห็นผู้ญิงคนนี้มีรูปร่างงาม ผิวขาวซีด ข้าพเจ้ายาว หน้าตาสะสวยแต่เหมือนไม่มีชีวิต

02: บ้านใหม่แต่เก่า(ก่อน)ในป่ากว้าง:

พอไปถึงหมู่บ้าน ข้าพเจ้าก็สังเกตุเห็นบ้านนี้เรียงกันเป็นแถว มุงด้วยหญ้าคา ฝาเป็นไม้ไผ่สาน ขนาดห้องประมาณ 2x2 เมตร มีระเบียงลดระดับลงมาขนาด 1x2 เมตร ไม่ได้ใหม่อย่างที่คิด แต่เก่ามากและก็เหมือนกันทุกๆหลัง

03: ถวายภัตตาหาร และรับประทานอาหารร่วมกันกับองค์พ่อแม่ครูอาจารย์และคุณแม่ชม:

จากนั้น เธอก็เชื้อเชิญให้รับประทานอาหารที่เตรียมไว้ที่ระเบียงหน้าบ้านมีอาหาร 3-4 อย่าง จำพวกของป่า ผัก น้ำพริก และมีกล่องข้าวขนาดใหญ่กับขนาดเล็ก 2 กล่อง ข้าพเจ้าจึงได้ถวายกล่องข้าวขนาดใหญ่แด่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์ พอเปิดฝากล่องข้าว (ข้าพเจ้าเปิดก่อนถวาย) กลับมีข้าวเหนียวนึ่งเพียงนิดเดียว อีกกล่องขนาดเล็กนั้นมีข้าวเหนียวเต็มกล่อง

04: เปิดกล่องข้าวเหนียวจากพล่องเป็นเต็มและมีถ้วยลาบหนึ่งถ้วยพูน:

เธอก็ได้เชื้อเชิญให้กินข้าวร่วมกัน (เธอนั่งอยู่ห่างๆ) ข้าพเจ้าก็เกรงองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ คุณแม่นั้นนั่งร่วมวงแล้ว ข้าพเจ้าจึงกล้านั่งร่วมวง จากนั้นองค์พ่อแม่ครูอาจารย์จึงมอบกล่องข้าวขนาดใหญ่นั้นคืนข้าพเจ้ามา

พอข้าพเจ้าเปิดกล่องข้าวเท่านั้นหล่ะ กล่องข้าวกับเต็มกล่อง แถมยังถ้วยลาบหมูแบบเต็มถ้วยมาอีก 1 ถ้วย ทำให้ข้าพเจ้าตกใจมาก เพราะตอนแรกนั้นมันไม่มีไงครับ ข้าพเจ้าถึงได้ตื่นขึ้นมา

ปล: ทุกอย่างสื่อสารกันทางจิต

ตีความหมายตามนิมิตครั้งแรก
01: ขณะเดินธุดงค์มีโยมผู้หญิงนิมนต์ให้เข้าไปขึ้นบ้านใหม่ในป่า:

- การจักได้ธรรม (ผู้หญิงในที่นี้น่าจะคือพระธรรม) มาครองนั้น ต้องบุกป่าผ่าดงเข้าไปหา
- การที่จักได้ธรรมมาครองนั้น ต้องออกจากความสะดวกสบาย เข้าป่าแสวงหาธรรมอันเป็นของจริง

02: บ้านใหม่แต่เก่า(ก่อน)ในป่ากว้าง :

- สถานที่ที่เกื้อหนุนในการปฏิบัติ ต้องสัปปายะ*

03: ถวายภัตตาหาร และรับประทานอาหารร่วมกันกับองค์พ่อแม่ครูอาจารย์และคุณแม่ชม :

- การปฏิบัติธรรม ของข้าพจักมีองค์ท่านช่วยเหลือ ชี้ทางธรรม คอยเกื้อหนุนกันตลอด

04: เปิดกล่องข้าวเหนียวจากพล่องเป็นพูนและมีถ้วยลาบหมูหนึ่งถ้วยพูน:

- ในกาลข้างหน้าเราจักได้ธรรมมาครอง อีกทั้งมีลาภผลตามมาไม่อดอยาก

* มีผู้รู้อธิบายไว้น่าสนใจว่าการบริหารจัดการวัดของเจ้าอาวาสควรให้เกิดความสุข (สัปปายะ) 4 อย่าง คือ 
อาวาสสัปปายะ ที่อยู่เป็นที่สบาย คือทำวัดให้เป็นอาราม เป็นรมณียสถาน รื่นรมย์เจริญตาเจริญใจแก่ผู้พบเห็น เป็นศูนย์กลางของชุมชนด้านจิตใจ ที่ตั้งวัดไม่ใกล้ไม่ไกลจากชุมชนเกินไป มีการแบ่งเขตพุทธาวาส สังฆาวาสชัดเจนเป็นสัดส่วน ยิ่งในภาวะโลกร้อนด้วยแล้ว หากวัดได้มีการปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา ร่มรื่นดูเป็นธรรมชาติ นับว่าเหมาะกับภาวะโลกอันแสนที่จะร้อนเหลือหลาย ส่วนบางวัดตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสมเป็นทุนเดิม เช่น ภูเขา ลำธาร สวน ป่า ได้เน้นเรื่องความ
สะอาดหรือความเป็นระเบียบเรียบร้อยสม่ำเสมอเท่ากับว่าได้สร้างความสุขเพิ่มขึ้นแก่ผู้พบเห็น
อาหารสัปปายะ อาหารเป็นที่สบาย เมื่อมีที่อยู่ที่สบายต้องคำนึงถึงการกินอาหาร ในสมัยก่อนเป็นหน้าที่ของพระภัตตุเทศ ปัจจุบันเป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาส การจัดสวัสดิการด้านอาหารจึงควรเป็นภาระของฝ่ายสาธารณูปการรวมเรื่องต่าง ๆ เช่น การกำหนดเส้นทางโคจรบิณฑบาต ควรแบ่งเป็นสาย มีการเปลี่ยนเวรกันเพื่อเจริญศรัทธาของผู้ทำบุญและป้องกันการติดในตัวบุคคล มีการจัดฉันรวมกันเป็นที่แห่งเดียว เพื่อประโยชน์คือทำให้เกิดความเป็นธรรมในอดิเรกลาภ ขจัดความขัดแย้งในการแสวงหาอุปัฏฐาก ก่อให้เกิดความสามัคคีธรรม เป็นที่เจริญศรัทธาของผู้ถวายและสามารถแนะนำอบรมได้ง่ายในเวลาก่อนและหลังอาหาร มีเจ้าหน้าที่รับนิมนต์ และทำหน้าที่แจกรายการนิมนต์ให้ทั่วถึงโดยความเป็น
ธรรมหรือจัดตั้งมูลนิธิสงเคราะห์สวัสดิการด้านอาหารในยามขาดแคลน
บุคคลสัปปายะ บุคคลเป็นที่สบาย คำนึงถึงเรื่องบุคคลที่อยู่ภายในวัดหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวัด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของความเจริญและความเสื่อมขิงศาสนา คนวัดแบ่งออกเป็น พระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา หรือแม่ชี และเด็กวัด วัดใดดีหรือไม่ดีบ้างบอกว่าให้ดูจากบุคคลทั้ง 4 ประเภทดังกล่าว ควรจัดที่อยู่อาศัยของบุคคลแต่ละประเภทให้เหมาะสมตามสถานภาพ การติดต่อกันควรกำหนดเวลาสถานที่ ที่อยู่ของเด็กวัดควรสะอาดและมีระเบียบ มีการวางกฎเกณฑ์ให้ปฏิบัติพร้อมบทกำหนดโทษและควรกำหนดวันให้มีการพัฒนาวัดร่วมกัน
ธรรมสัปปายะ ธรรมเป็นที่สบาย จุดมุ่งหมายหลักของวัดคือสถานที่ประพฤติธรรม สิ่งที่จะก่อให้เกิด ธรรมสัปปายะ คือ บริเวณวัดร่มรื่น เป็นระเบียบ มีโครงการต้นไม้พูดได้ มีสุภาษิตสอนใจ ปริศนาธรรม คติธรรม โครงการเสียงธรรมะตามสาย รับฟังกันทั่วบริเวณวัดทั้งในวันจัดงานบุญ และกระจายเสียงไปถึงชุมชนหมู่บ้าน จัดสถานที่ฟังเทศน์ฟังธรรมในสถานที่สงบร่มเย็น อากาศถ่ายเทสะดวก จัดทำห้องสมุดธรรมะ โดยจัดหาหนังสือธรรมะ หนังสืออื่น ๆ ที่มีสาระประโยชน์เพื่อให้ผู้มาวัดได้อ่าน และมีที่นั่งอ่านหนังสือเป็นสัดส่วนเพียงพอ รักษาศิลปะหรือพุทธศิลป์ภายในวัด พิพิธภัณฑ์ของวัดจัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น
การบำรุงรักษาส่งเสริมวัดให้เป็นบ่อเกิดแห่งความสุข ส่วนหนึ่งจึงมาจากสัปปายะ 4 อย่างข้างต้น ที่อำนวยประโยชน์สุขแก่ประชาชนหรือสังคม สำคัญคือวัดยังมีอีกหลายเรื่องหลายด้านที่เป็นเรื่องดี พูดได้ไม่รู้จบอเนกอนันต์จริง ๆ
.................................................................................................
นิมิตครั้งที่สอง : ได้นิมิตความเกี่ยวข้องเป็นศิษย์-อาจารย์กันในอดีตชาติ
(จัก update ในลำดับต่อไป)
01: คณะศิษย์น้อมถวายและรับมอบพระพิมพ์โบราณขนาดเขื่องแด่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์:
02: น้อมถวายพระนาคปรกโบราณองค์เขื่อง : (อ้างอิง)
องค์พระพุทธ: จะทรงโบราณ สีดำ พระพักตรไม่งามเท่าใดนัก
ส่วนพญานาค: ขนดหาง 1-2 ชั้น มีเศียรเดียว...ปลายลิ้นก็พ่นไออุ่น(ไฟ)ออกมาเพื่อถวายแด่..
องค์พระชินวรณ์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะทรงเสวยพระวิมุตติสุขครับ

03: รับมอบแผ่นแป้งศักดิ์สิทธิ์จากอาจารย์อีกภพชาติ:
04: ปริศนาธรรมจากกระโหลกศรีษะ:
ตีความหมายตามนิมิตครั้งที่สอง
01: คณะศิษย์น้อมถวายและรับมอบพระพิมพ์โบราณขนาดเขื่องแด่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์ : ทุกวันนี้ ก็เป็นเช่นนี้
02: น้อมถวายพระนาคปรกโบราณองค์เขื่อง :
03: รับมอบแผ่นแป้งศักดิ์สิทธิ์จากอาจารย์อีกภพชาติ :
04: ปริศนาธรรมจากกระโหลกศรีษะ : มรณานุสสติ


(จากนั้นวันต่อมา (30 ม.ค.55) ข้าพเจ้าได้รับหลวงพ่อทองคำเชียงแสนน้อย อ่านต่อ:118: หลวงพ่อทองคำเชียงแสน)

.................................................................................................

ก่อนหน้าที่จักได้นิมิตครั้งนี้ประมาณไม่กี่วัน
ข้าพเจ้าได้นิมิตที่เกี่ยวข้องกับหลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ คือ ณ วัดบนเนินเขาแห่งหนึ่ง ขณะนั้นข้าพเจ้ากับศิษย์(เป็นพระภิกษุ)ของพ่อทูล กำลังยืนต้อนรับญาติธรรมที่นั่งรถทัวร์ขึ้นมาปฏิบัติธรรมหลายคันรถ ตอนนั้นเองพระภิกษุรูปนั้นก็ยื่นมือถือให้ข้าพเจ้าเรียนสายกับหลวงพ่อทูล จำเนื้อความสนทนาไม่ได้ แด่เหมือนกับว่าเรารับธรรมหรือคำสั่งจากท่าน เพราะข้าพเจ้าจะพูด "ข่ะน่อยๆ" ตลอดเลย (จบเท่านี้)
นิมิตครั้งที่สาม (ล่าสุด) : เช้าตรู่ของวันเสาร์ที่ 16 มิ.ย.55 ประมาณตี 4:30
ข้าพเจ้าได้นิมิตดังนี้

01: หลบหนีจากผู้กำลังตามล่าตัว

สถานที่ในนิมิต: บริเวณทุ่งนา ใกล้สวนบ้านข้าพเจ้า ซึ่งมีป่าเล็กๆปกคลุม
ตอนนั้นข้าพเจ้ากำลังหลบหนีผู้ร้ายมีผ้าโพกหัวสามคน ซึ่งผู้ร้ายนั้นตามไปอีกคนละทิศในทางร่องน้ำเก่าแต่ไม่มีน้ำ (ปัจจุบันตรงนั้นเป็นถนนไปหาต้นตะเคียนทอง) ในใจตอนนั้นก็ไม่ทราบว่าเขาจะตามจับข้าพเจ้าไปทำอะไร แต่ข้าพเจ้าได้หลบอยู่ในพุ่มไม้มีคันนาขนาดสูงล้อมรอบ ทว่าอีกฟากหนึ่งด้านหลังข้าพเจ้า เห็นองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ยืนอยู่บนคันนา แล้วคอยมองดูข้าพเจ้าเหมือนกันให้ผู้ร้ายไม่ให้จับตัวข้าพเจ้าได้
ในที่สุดข้าพเจ้าหลบหนีมาได้ แล้วก็ขึ้นไปบนลานธรรม (เป็นสวนที่อยู่ใกล้กัน,มีป่าเล็กน้อย) ซึ่งองค์พ่อแม่ครูอาจารย์กับเพื่อนธรรมสวมชุดขาว ผิวขาว หน้าตางดงาม คุ้นหน้าแต่ไม่รู้จัก ประมาณ 3-4 คน ส่วนคุณแม่ชมไม่ได้สวมชุดขาว คอยช่วยองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ และคอยดูข้าพเจ้าอยู่ข้างหลัง (ไม่เห็นหน้าแต่รู้สึกได้) ณ ตอนนี้ข้าพเจ้ากับคนอื่นๆอยู่เบื้องหน้าองค์ท่าน

02:  ธงชัยเอกพิชีบุคคล

จากนั้นองค์ท่านได้ประกาศว่า "ตอนนี้ธรรมะต่างๆ อาตมาก็ถ่ายทอดให้ญาติโยมหมดสิ้น ถือว่าจบหลักสูตรแล้ว อาตมาจะมอบธงให้แต่ละคน" ซึ่งในขณะนั้นข้าพเจ้าเห็นธงสีเขียวเลื่อมทอง ขอบสีทอง ตัวหนังสือสีทอง ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สองด้านทำเหมือนโบว์หรือกลีบบัว เรียงกันอยู่สี่ผืน ในความรู้สึกทราบว่าผืนที่อยู่บนสุดนั้นเป็นของข้าพเจ้า เขียนด้วยอักขระที่แปลความหมายได้ว่า "เอกพีชี" (เกิดอีกหนึ่งชาติ) ส่วนธงของท่านอื่นๆนั้น ก็ได้ความหมายประมาณว่าโกลังโกละ (เกิดอีกสามชาติ) หรือเกิดอีกเจ็ดชาติ เป็นต้น

03: รับประทานขนุนเคลือบพระธาตุ

จากนั้นองค์ท่านก็ได้พูดต่อไปว่า "ก่อนจะมอบธงให้ อาตมามีสิ่งหนึ่งมอบให้ด้วย"
เนื่องจากข้าพเจ้าอยู่ด้านหน้าองค์ท่านเป็นคนแรก แล้วรับมาก่อน พอรับมาก็เอาเข้าไปในปาก มีรสหอมหวาน องค์ท่านก็ดุว่า "เอ้า...ทำไมรีบกินหล่ะ ไม่รู้หรือว่ามีพระธาตุ แล้วไม่ขมหรือ?"
ข้าพเจ้าก็ตอบไปว่า "บ่ขมขะน่อย หวานดี" จากนั้นก็คายออกมา จึงทราบว่าสิ่งที่ข้าพเจ้ารับประทานเข้าไปนั้น เป็นเนื้อ(นวล)ขนุนชิ้นเล็กๆ ห่อองค์พระธาตุสีเขียวออกไปทางดำ มีขนาดเล็กมาก

จากนั้นข้าพเจ้าก็ทบทวนในความฝันว่า เอ แต่ก่อนเราก็เคยฝันว่าได้รับประทานมวลสารพระธาตุในพระสมเด็จ ซึ่งมีขนาดเล็ก ประมาณ 3x3 มม. แต่รสชาดนั้น ขมติดลิ้นมาก (อ่านต่อ: ฝันว่าได้ดื่มน้ำทิพย์) นี้ก็เป็นเม็ดพระธาตุเช่นกัน แต่เนื่องจากห่อด้วยกลีบเนื้อขนุน จึงมีรสชาดหวาน ว่าแล้วก็ตำหนิตัวเอง ว่าไม่รอองค์พ่อแม่ครูอาจารย์บอก แต่เรากลับจะรับประทานเข้าไปก่อน โดยไม่พิจารณาให้ดีว่า สิ่งที่เอาเข้าไปในปากนั้น เป็นอะไร
จากนั้นข้าพเจ้าก็ตื่นพอดี น่าจะราวๆเกือบตี 5 ได้ครับ

ตีความหมายเป็นธรรมตามนิมิตครั้งที่สาม
01: หลบหนีจากผู้กำลังตามล่าตัว

- หลบหลีกจากผู้กำลังตามล่าตัวเรา : เรากำลังหลบหนีจากหัวหน้ากิเลสทั้งสามอยู่ (โลภ โกรธ หลง) / ที่จริงท่านสอนให้สู้กับกิเลส
- หลบอยู่ในทุ่งนาผืนสี่เหลี่ยมและมองเห็นผู้ร้ายกำลังเดินไปอีกทิศ : เราอยู่ในกรอบของอริยสัจจธรรมทั้งสี่ แล้วจักสามารถหลบหนีกิเลสไปได้
- โดยมีองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ยืนอยู่บนที่สูง คอยชี้แนะเฝ้าดูเราประดุจพ่อดูแลลูก อีกทั้งป้องกันมิให้เป็นเหยื่อของกิเลสทั้งหลาย

02: ธงชัยเอกพิชีบุคคล

- คงได้มีโอกาสบรรลุธรรมขั้นต้น (ณ ตอนนี้กำลังพยายามก้าวย่างไปตามทางแห่งอริยมรรคมีองค์ 8) บารมีมากพอที่จะเกิดอีกเพียงหนึ่งชาติ (เอกพิชี) รอคอย...ตามสัจจอธิษฐาน
- คณะเพื่อนธรรมอีก 3-4 คนประกอบด้วยหญิงชายนั้นคุ้นหน้า แต่ไม่รู้จัก ก็ไม่รู้ว่าป่านนี้ท่านทั้งหลายนี้อยู่ ณ ที่ใด อาจจะเกิดเป็นเทวดาที่คอยให้กำลังใจเราเอง หรือผู้กำลังจะเข้ามาหาองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ก็อาจเป็นได้
- คุณแม่ชมไม่ได้ใส่ชุดสีขาว แต่ใส่ชุดสีกลักออกดำ ท่านคอยชี้แนะแนวทางและกำกับอยู่โดยตลอด และท่านอาจจะถือบวชใจเป็นพระอยู่ก็เป็นได้

03: รับประทานขนุนเคลือบพระธาตุ

- ขนุน : กุศลผลบุญทั้งหลายที่เราได้เพียรสร้างมา จักคอยหนุนนำให้ตัวเราเข้าถึงธรรมธาตุได้
ถือเป็นกำลังใจให้ก้าวไปในมรรคาปฏิปทาต่อไปครับ
อ่านต่อ :
.................................................................................................
พระบรมศาสดาได้ทรงแสดงบุคคล ๙ จำพวกให้พระสารีบุตรฟังโดยละเอียดมีดังต่อไปนี้
๑. อันตราปรินิพพายี พระอนาคามีผู้บังเกิดในชั้นสุทธาวาส แล้วบรรลุอรหัตผลในช่วงวัยต้นๆ
๒. อุปหัจจปรินิพพายี พระอนาคามีผู้บังเกิดในชั้นสุทธาวาส แล้วบรรลุอรหัตผลในช่วงที่เลยวัยกลางคนไปแล้ว
๓. อสังขารปรินิพพายี พระอนาคามี (ในชั้นสุทธาวาส) ผู้บรรลุอรหัตตผลได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก
๔. สสังขารปรินิพพายี พระอนาคามี (ในชั้นสุทธาวาส) ผู้บรรลุอรหัตตผลโดยใช้ความพยายามมาก
๕. อุทธังโสตอกนิฏฐคามี พระอนาคามีผู้บังเกิดในชั้นสุทธาวาส ไม่เกิดในชั้นที่ ๔ แล้วจุติจากชั้นดังกล่าวตามลำดับไปบังเกิดในชั้นอกนิฏฐภพ จึงได้บรรลุพระอรหันต์ ณ ที่ภพนั้น
๖. สกทาคามี พระสกทาคามี ผู้จะกลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีกเพียง ๑ ครั้ง

๗. เอกพีชีโสดาบัน พระโสดาบันผู้เกิดเพียงชาติเดียวแล้วบรรลุเป็นพระอรหันต์เลย
๘. โกลังโกลโสดาบัน พระโสดาบันผู้เกิดแต่ในตระกูลผู้ดีมีบุญ ภายใน ๒ หรือ ๓ ชาติ แล้วจึงบรรลุเป็นพระอรหันต์

๙. สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน พระโสดาบันผู้เกิดถึง ๗ ชาติจึงบรรลุเป็นพระอรหันต์

ที่มา:
http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/005655.htm


เรื่องที่เกี่ยวข้องนิมิตของข้าพเจ้า:
01: หลวงปู่แหวนมาโปรดในนิมิตร(ฝัน)
10: ฌานนิมิตถึงพระอริยะเจ้า
15: แสงธรรมพระธุดงค์ นิมิตแห่งแสง
16: แสงธรรมพระธุดงค์ ตามหานิมิต 
17: แสงธรรมพระธุดงค์ พบแสงนิมิต

58: นิมิตฝันว่า ได้ดื่มน้ำทิพย์
144: นิมิตฝัน เกี่ยวกับองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช
155: มงคลนิมิต 2 ประการ
160: นิมิตฝันว่า ได้ฟังธรรมจาก...
165: นิมิตฝัน ถึงองค์พ่อแม่ครูอาจารย์มาสอนธรรม
193: นิมิตฝัน เกี่ยวกับองค์พ่อแม่ครูอาจารย์
275: นิมิตฝันว่า ได้ถวายอุปัฏฐากหลวงปู่ชา สุภทฺโท
นิมิตฝันว่า ได้พบพญานาคสีน้ำเงินจำศีลอยู่ในถ้ำ
นิมิตฝันว่า ได้พบงูสีขาวเผือก
นิมิตฝันว่า ได้เดินธุดงค์ติดตามองค์ครูบาอาจารย์ไปทางเหนือ
นิมิตฝันว่า ได้ถวายภัตตาหารร่วมกับญาติธรรมจำนวนมาก
นิมิตฝันว่า ได้ครอบครองเจ้าแห่งเหล็กไหล
นิมิตฝันว่า ทำบุญกับพระภิกษุสายหลวงพ่อวัดท่าซุง
นิมิตฝันว่า ได้ติดตามองค์ครูบาอาจารย์บิณฑบาตทางภาคอิสาน
นิมิตฝันว่า ได้เข้ากราบหลวงปู่หา (หลวงปู่ไดโนเสาร์)
นิมิตฝัน วันออกพรรษา
นิมิตฝันว่า ได้ร่วมขุดหาพระพิมพ์กับองค์ครูบาอาจารย์,หลวงปู่...
นิมิตฝันว่า ได้ติดตามองค์ครูบาอาจารย์ธุดงค์จากบาดาลสู่แดนลับแล (บังบด)

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555

143: อัญเชิญเทวดา

สัคเค กาเม จะรูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน ทีเป รัฏเฐ จะคาเม ตะรุวะ นะคะหะเนเคหะวัตถุมหิ เขตเต ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพ พะนาคา ติฏฐันตาสันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุณันตุ
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา
คือ พรหมโลก เทวโลก นาคาโลก มนุษย์โลก และยมโลก มาให้ความเมตตาและยินดีแก่เรา ควรทำอย่างยิ่งท่านผู้เจริญแล้ว จงทำเถิด เราขออนุโมทนาด้วย)
สาธุ พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ คุณบิดา คุณมารดา คุณครูอุปัชฌาย์อาจารย์ คุณน้ำ คุณฝน คุณแดด คุณลม คุณพระเจ้าวะณะ คุณพระปัจเจกะ กะคุณพระแม่ธรณี คุณพระแม่คงคา คุณพระฤาษีนารัย คุณพระฤาษีนารอด คุณพระฤาษีตาไฟ คุณพระฤาษีมหารัย คุณพระฤาษีแสนโกฏ ขอไหว้วอนถึง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน อันมีพระอินทร์ พระพรหม พระยายมราช ตลอดถึงพญาครุฑ พญานาค และท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 และภุมมา เจ้าที่ทั้งหลาย ผู้ปกปักษ์รักษา คุ้มครองเคหะสถาน ที่อยู่ทำความเพียร เมตตาภาวนา อันมีเทพเทวบุตร เทพธิดา ได้ให้ความเมตตาและยินดีด้วยในการกระทำความเพียร เจริญเมตตาภาวนา ทุกเช้าค่ำวันคืน เป็นเนืองนิจ กิจศีล ตลอดจนถึงเทพผู้คุ้มครองภพทั้ง 4 ผู้ปกปักษ์รักษาจักรวาลทั้ง 8 ทิศ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ที่มีอยู่ในหมื่นโกฏจักรวาล แสนโกฏจักรวาล และอนันตจักรวาล
ขอเชิญท่านเจ้าครูทั้งหลาย โปรดได้ให้ความเมตตาแก่ข้า พระพุทธเจ้า ผู้ทำความเพียรปฏิบัติธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงอย่าได้มีความเป็นไปในทางทุกข์ และทางเสื่อม พร้อมไปด้วย ภัยภิบัติ ศัตรูหมู่มาร อย่าได้มาทำลายข้าพระพุทธเจ้า ในเวลาปฏิบัติธรรม ทำความเพียร ในกิจบททั้งหลาย จงได้เป็นไปตามอัธยาศัยแห่งการปฏิบัติให้สมบูรณ์ และเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปเถิด สาธุ.
(สิ่งทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้เป็นความจริง ดังนั้นท่าน ผู้เจริญด้วยสติ ปัญญา จงใคร่ครวญเอาเอง ถ้าหากอยากหลุดพ้นควรกระทำอย่างยิ่ง ผู้ที่ประเสริฐธรรมแล้ว ขอจงได้สำเร็จ และเราขออนุโมทนาด้วย)
ณ บัดนี้ ข้าพเจ้าขอน้อมจิตอาราธนา เอาดวงธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ อันเป็นหัวใจของพระไตรปิฎก
( นะโม 3 ครั้ง ).....อิติปิโสภะคะวา มือข้าพเจ้าสิบนิ้ว ยกขึ้นใส่หว่างคิ้วอันงามโสภา ข้าพเจ้าขอระลึกถึง คุณพระบิดา 21 , คุณพระมารดา 12 , คุณพระแม่โพสพ 39 , คุณพระพุทธเจ้า 56 , คุณพระธรรมเจ้า 38 , คุณพระสงฆ์ 14 , คุณพระอาจารย์อริยะเจ้าสิทัต, คุณพระกัมมัฎฐาน 8 , คุณพระคงคา 12 , คุณแม่นางธรณี 21 , คุณไฟ 6 , คุณลม 7 , คุณอากาศ 4 , คุณอักษร 5 , คุณอักขะระ 33 ตัว, คุณอัสสะหวาด, คุณปัสสะหวาด, คุณนิสสะหวาด, คุณแก้ว 3 ประการ, คุณศีล 8 , คุณศีล 227 , คุณพระปัญญา, คุณพระโสดากิทาคุณพระสักกะทาคามิ, คุณมรรค 4 , คุณผล 4 , คุณพระนิพพาน 1 , ถึงถ้วนเคารพเกล้า คุณศีลปาระมี, คุณทานปาระมี, คุณพระคาถาอักขระพยัญชนะอักษร, พร้อมกันทั้งหลายทั้งภายนอกและภายใน, คุณพระฤาษีนาลัย, คุณพระฤาษีนารอด, คุณพระฤาษีตาไฟ, คุณพระฤาษีมหาลัย, คุณพระฤาษีแสนโกศ, คุณพระฤาษี 108 องค์ อันทรงศีลา, ข้าพเจ้าขออาราธนา มาประดิษฐานอยู่ที่เกศาแห่งข้าพเจ้า จะกระทำความเพียรเมตตาภาวนาใดๆ ขอให้ประสิทธิ สรรพะประสิทธิ สิทธิกัมมัง สิทธิการิยะ ตะถาคะโต สิทธิเตโช ชะโยนิจจัง สิทธิวาโย ชะวะรา อิรารา ชะตาคะสารัสสาอิ

พุทธะนะมามิหัง, นะมะอะอุ, นะโมพุทธายะ, นะมะภะทะ, จะภะกะสะ , นะอุอะมิ
เทวตาอุยโยชนคาถา
เทวตาอุยโยชนคาถา เป็นคาถาส่งเทวดา ใช้สวดเพื่ออัญเชิญเทวดากลับวิมาน เมื่อแรกที่จะเจริญพระปริตร ได้มีการชุมนุมเทวดาหรืออัญเชิญเทวดามาเพื่อฟังการเจริญพระปริตร ซึ่งถือว่าเป็นการแบ่งส่วนบุญไปให้สรรพสัตว์ทุกจำพวกทุกหมู่เหล่า แม้กระทั่งเทวดาซึ่งมองไม่เห็นตัวก็แผ่เมตตาจิตไปถึง
เนื้อความในท่อนแรกของคาถานี้ เริ่มต้นด้วยการ แผ่เมตตาจิตไปในหมู่สัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์โศกโรคภัย จากนั้นได้กล่าวเชิญเทวดาให้อนุโมทนาบุญกุศลที่บำเพ็ญมา ซึ่งก็รวมถึงบุญอันเกิดจากการเจริญพระปริตร เพื่อเทวดาจะได้อานิสงส์แห่งบุญนั้น ด้วย ต่อจากนั้น ก็เป็นการแนะนำเทวดาให้เกิดศรัทธาในการให้ทาน รักษาศีล บำเพ็ญภาวนาแล้วเชิญให้เทวดากลับ
ต่อจากนั้นก็ขออานุภาพ แห่งพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายให้ คุ้มครองรักษา เทวตาอุยโยชนคาถานี้ จะต้องสวดทุกครั้งที่มีการ ชุมนุมเทวดา
เทวตาอุยโยชนคาถา
ทุกขัปปัตตา จะ นิททุกขา ภะยัปปัตตา จะ นิพภะยา
โสกัปปัตตา จะ นิสโสกา โหนตุ สัพเพปิ ปาณิโน
เอตตาวะตา จะ อัมเหหิ สัมภะตัง ปุญญะสัมปะทัง
สัพเพ เทวานุโมทันตุ สัพพะสัมปัตติสิทธิยา
ทานัง ทะทันตุ สัทธายะ สีลัง รักขันตุ สัพพะทา
ภาวะนา ภิระตา โหนตุ คัจฉันตุ เทวะตาคะตา
สัพเพ พุทธา พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญจะ ยัง พะลัง
อะระหันตานัญจะ เตเชนะ รักขัง พันธามิ สัพพะโสฯ

คำแปล
ขอสัตว์ทั้งหลายที่ประสบทุกข์จงเป็นผู้ปราศจากทุกข์ ที่ประสบภัยจงปราศจากภัย ที่ประสบความเศร้าโศกจงสร่างโศก
ขอเหล่าเทวดาทั้งปวง จงอนุโมทนาบุญสมบัติที่ข้าพเจ้าทั้งหลายสร้างสมมาแล้วนี้ เพื่อความสำเร็จแห่งสมบัติทั้งปวง
ขอเทวดาทั้งหลาย จงให้ทาน รักษาศีล บำเพ็ญภาวนา ด้วยศรัทธาทุกเมื่อ ขอเชิญเทวดาที่มาชุมนุมกลับไปเถิด พระพุทธเจ้าทั้งปวงล้วนทรงพละกำลัง ด้วยเดชแห่งกำลังของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย และด้วยเดชแห่งกำลังของพระอรหัตทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอน้อมนำเดช ทั้งปวงนั้นมาเป็นเครื่องคุ้มครองรักษาฯ

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555

142: วาณีสุนทรี


พระคาถาอาราธนานั่งธรรม “วาณีสุนทรี” ความสำเร็จสมประสงค์

มุนินฺท วท นมฺพุช คพฺภ สมฺภว สุนทรี
ปาณีนํ สรณํ วาณี มยฺหํ ปิณยตํ มนํ
พระคาถานี้ใช้สำหรับอาราธนาพระธรรมเข้าสู่ตนเพื่อจะนั่งทางธรรมจะได้สำเร็จผล ตามความมุ่งหมายเป็นพระคาถาขอบารมีธรรม ขอความสำเร็จสมประสงค์

โบราณจารย์พระกรรมฐานมัชฌิมา ใช้เป็นพระคาถาว่านำก่อนอาราธนาองค์พระกรรมฐาน เมื่อนำเอาบทภาวนา พระคาถาวาณี นำมาประกอบเข้ากับ การเจริญ เมตตาเจโตวิมุตติแล้ว อาจสามารถเป็นไป เพื่อต่อต้านภัยอันตรายและห้ามบาปธรรม (บาปอกุศล ๑๔)


ธรรมที่เป็นบาปอกุศล เจตสิกมี ๑๔ ตัว คือ
๑. โมโห คือหลง
๒. อหิริกํ มิละอายแก่บาป
๓. อโนตฺตปฺปํ มิกลัวแก่บาป
๔. อุทธจฺจํ สะดุ้งใจ ฟุ้งซ่าน
๕. โลโภ โลภ
๖. ทิฏฐิ ถือมั่น
๗. มาโน มีมานะ
๘. โทโส โกรธ
๙. อิสฺสา ริษยา
๑๐. มจฺฉริย ตระหนี่
๑๑. กุกกุจจํ กินแหนง รำคาญ
๑๒. ถีนํ กระด้าง หดหู่
๑๓. มิทธํ หลับง่วง
๑๔. วิจิกิจฉา สงสัย


นางฟ้าคือ พระไตรปิฏก
มุนินฺท วท นมฺพุช คพฺภ สมฺภว สุนทรี : มีรูปอันงามอันเกิดแต่ห้องดอกบัวคือ พระโอฐ ของพระพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่กว่าจอมปราชญ์ทั้งหลาย
ปาณีนํ สรณํ วาณี : เป็นที่พึ่งแห่งสัตว์ผู้มีปราณ คือลมหายใจทั้งหลาย
มยฺหํ ปิณยตํ มนํ : จงยังใจแห่งข้าพเจ้าทั้งหลายให้ยินดี

ที่มา:

141: เทวตานุสติ

เทวตานุสติ
โดยหลวงปู่เทสก์ เทสรํสี วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย
คำว่า เทวตานุสติ หมายความว่า ระลึกถึงธรรมอันทำบุคคลให้เป็นเทวดา คนเราทุกคนย่อมอยากเป็นคนดี หรืออยากเป็นเทวดา เป็นเอินทร์เป็นพรหม หรืออยากบริสุทธิ์ พ้นจากทุกข์จะต้องมีความปรารถนาด้วยกันทุกคน แต่เมื่อมาได้เพียงมนุษยสมบัติ ก็นับว่าดีอักโขแล้ว เพราะมันเป็นพื้นฐานที่จะตกแต่งให้มนุษย์ไปเป็นเทวดา อินทร์ พรหม ต่อไป มนุษย์ที่มีสมบัติ คือมีอวัยวะครบครันบริบูรณ์ ไม่บ้าใบ้เสียจริตผิดมนุษย์ นับว่าดีอยู่แล้ว ขอให้ตั้งหลักฐานมนุษย์ที่ได้แล้วนี่ให้มั่งคงเถิด
เกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์แล้วไม่ใช่จะเป็นมนุษย์ทีเดียวมันเป็นมนุษย์แต่ชื่อ หรือไม่มนุษย์สมบัติมาเฉย ๆ ยังไม่สมบูรณ์ ถ้าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์จะต้องมี มนุษยธรรม ด้วย

มนุษยธรรม คือคุณธรรมที่เป็นมนุษย์ ซึ่งมีมากที่เป็นเบื้องต้น ได้แก่ การเอ็นดู เมตตา ปรารถนาหวังดีต่อกันและกัน แล้วก็มีกตัญญูกตเวที อันเป็นพื้นฐานของมนุษย์
คนเราถ้าหากไม่มีเมตตาหวังดีต่อกันแล้ว มันก็ไม่ผิดแผกจากสัตว์เดรัจฉานเลย เอาแต่ได้เอาแต่ดี เอาแต่ประโยชน์ส่วนตัว ไม่คิดถึงความทุกข์ ความเดือดร้อนของคนอื่น ก็เหมือนสัตว์ทั่ว ๆ ไป สัตว์มันไม่มีเมตตาปรานีแก่กัน เช่นอย่างวัวควาย เมื่อเกิดมาก็มีแม่ของมันเลี้ยง พ่อของมันไม่ทราบไปไหนต่อไหนแล้ว แม่เลี้ยงลูกโดยสัญชาตญาณของมัน รักและเอ็นดูซึ่งกันและกัน แต่เวลาเติบใหญ่แล้วก็ลืมหมด ไม่ทราบว่าใครเป็นพ่อเป็นแม่ ใครเป็นลูกเป็นเต้า ไม่มีการสงเคราะห์กันนั่นแหละที่เรียกว่ามันไม่มีมนุษยธรรม

ส่วนคนเราไม่เป็นอย่างนั้น เรายังมีเมตตาปรานีโอบอ้อมอารีซึ่งกันและกัน หวังหาความสุข ความเจริญต่อกันรู้จักบุญคุณของกัน เหตุนั้นมนุษย์จึงมีพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ เป็นเครื่องแสดงความแตกต่างจากสัตว์เดรัจฉาน

นอกจากมนุษยธรรมแล้ว ยังมีข้ออื่นอีก คือ มีศีล 5 เป็นเครื่องอยู่ ศีล 5 เป็นเครื่องปกปักรักษามนุษย์ให้เจริญต่อไป เมื่อเว้นจากฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดมิจฉาจาร กล่าวมุสาวาท ดื่มสุราเมรัยแล้ว มนุษย์จะอยู่ด้วยกันอย่างผาสุก

ชุมชนใดถ้ามีศีล 5 เป็นเครื่องปกปักรักษาคุ้มครองอยู่ ชุมชนนั้นจะค่อยเจริญงอกงามขึ้น ถ้าไม่มีศีล 5 ก็นับวันจะเสื่อมลงไป จะมีแต่คิดอิจฉา มีแต่เบียดเบียนพยาบาทอาฆาตจองบ้างจองผลาญซึ่งกันและกัน ชุมชนใดไม่มีศีล 5 ก็เป็นสัตว์ไป

ลองคิดดูเถิด กฎหมายบ้านเมืองซึ่งท่านตราออกมาเป็นพระราชบัญญัตินั้น ล้วนแล้วแต่อนุโลมตามศีล 5 กฎหมายมาตราต่าง ๆ ต้องมีศีล 5 อยู่ทั้งนั้น ศีล 5 นี้เป็นพื้นฐานของชาวโลก โลกมีศีล 5 แต่ไหนแต่ไรมาก่อนพระพุทธเจ้าประสูติก็มีอยู่อย่างนั้นเหตุนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแล้วจึงทรงสอนศีล 5 อนุโลม ตามของอันมีอยู่แต่ก่อน ศีล 5 ประการนี้เป็นเหตุให้อยู่เย็นเป็นสุขปราศจากอุปัทวันตราย
ฉะนั้น เบื้องต้นที่จะเป็นเทวดา ก็ต้องเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วยมนุษยธรรมเสียก่อน เหตุนั้นท่านจึงเรียกว่า มนุสฺโส เกิดขึ้นมาเป็น มนุสฺโส แล้วจึงค่อยเป็น มนุสฺสเทโว ต่อไปถ้าไม่เป็น มนุสฺโส ก็เป็น มนุสฺสเทโว ไม่ได้

การที่จะเป็นมนุสฺสเทโวได้ ก็ต้องมีธรรมะเป็นครื่องอยู่ เปรียบเหมือนกับพวกพ่อค้าแม่ค้า ถ้าทำการค้าขาย ก็เรียกพ่อค้าแม่ค้า ถ้าทำไร่ทำนา ก็เรียกว่าชาวไร่ ชาวนา ถ้าทำราชการ ก็เรียกว่าข้าราชการ ฉะนั้น การที่เป็นเทวดาได้ ก็เพราะ มีธรรมอันทำให้เป็นเทวดาธรรม นั้น คือ “ หิริ ” ความละอายแก่ใจ และ “ โอตฺตปฺป ” ความเกรงกลัวต่อบาป
ธรรมะ 2 ข้อนี้ มีความสำคัญผู้มีความละอายต่อบาปกลัวต่อบาป จะงดเว้นการทำชั่วทุกประการ เพราะระลึกได้อยู่เสมอ จึงละอายและกลัว การกระทำทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ทางใจก็ดี แม้แต่เพียงคิดเฉย ๆ ว่าจะทำความชั่ว เป็นต้นว่าคิดจะขโมยของเขา ก็ให้คิดละอายขึ้นมาในใจแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ทำ ไม่มีใครรู้ใครเห็น แต่เรารู้ตัวเองอยู่ จึงละอายต่อบาปไม่กล้าทำ เช่นนี้เรียกว่ามี หิริ โอตฺตปฺป

หิริ โอตฺตปฺป นี้เป็นธรรมที่สำคัญ เพราะเป็นพื้นฐานของศีล เป็นต้นตอของศีล ผู้จะมีศีลได้ ไม่ว่าจะเป็นศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 หรือศีล 227 ก็ตาม ต้องมีหิริ และ โอตฺตปฺป เนื่องจากได้เห็นจิตของตน เห็นความนึกความคิดความปรุงของจิตของตน แล้วก็กลัวบาป ละอายบาป จึงไม่อาจจะทำความชั่วได้ ฉะนั้น ศีลก็บริสุทธิ์

ธรรม 2 ข้อนี้จึงได้ชื่อว่าธรรมที่ตกแต่งมนุษย์ให้เป็นเทวดา ฟังดูคล้ายๆ กับว่าธรรมทำบุคคลให้เป็นเทวดา อันที่จริงไม่ใช่อย่างนั้น ท่านพูดอุปมาอุปไมยฟัง แต่เราสามารถทำให้เกิดมีขึ้นในตัวของเราได้ด้วยการตั้งสติ กำหนดดูให้รู้จักจิตของตนเสียก่อน เมื่อมันคิดนึกแส่ส่ายไปทางอกุศลก็รู้จักละอายและกลัวต่อบาปแล้วงดเว้นเสียนี่แหละเป็นธรรมซึ่งมีอยู่ในตัวของเรา
ธรรมไม่มีตนไม่มีตัว เป็นนามธรรม เปรียบง่าย ๆ เหมือนกับคนค้าขาย คนกระทำการค้าขาย จึงได้ชื่อว่าเป็นพ่อค้าแม่ค้า ไม่ใช่การค้าขายทำให้เป็น เราเป็นคนทำต่างหากจึงค่อยเป็น อันนี้ก็เหมือนกัน เราระลึกขึ้นมาได้ เราเห็นใจของตนอยู่เสมอ จึงมี หิริ โอตฺตปฺป ช่วยให้มีศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 สมบูรณ์บริบูรณ์หมดทุกอย่าง ท่านจึงว่า

หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา สุกฺกธมฺมสมาหิตา
สนฺโต สปฺปุริสา โลเก เทวธมฺมาติ วุจฺจเร
เทวธรรม คือ หิริ โอตฺตปฺป เท่านั้น ทำมนุษย์ให้เป็นเทวดา

คนเราเมื่อเป็นมนุษย์แล้ว ถ้าอยากดีขึ้นไปเป็นเทวดาต้องมีคุณธรรม 2 อย่างนี้จึงจะเป็นเทวดาได้ ถ้าหากอยากดีอยากเป็นเทวดาแต่ไม่มีคุณธรรม มันก็เป็นไปไม่ได้ เหตุนั้นจึงควรที่จะสร้างคุณธรรมนั้นให้มีขึ้นในตนเมื่อมีขึ้นแล้วก็เพิ่มพูนให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น

การมีหิริโอตฺตปฺป และรักษาศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 ได้อาจสามารถเป็นพรหมได้ เรียกว่า พรหมจรรย์ การรักษาศีล 10 ศีล 227 เรียกว่า พรหมจรรย์โดยแท้ ก็อาศัย หิริ โอตฺตปฺป นั่นเอง หากเป็นโดยลำดับ
เพราะฉะนั้น ควรที่จะรักษา ควรที่จะระลึกถึงธรรมอันที่ทำให้เป็นเทวดาอยู่เสมอ ๆ ก็จะเป็นอนุสติรักษาตนอยู่ด้วยความสงบได้ ไม่เป็นไปเพื่อความกำเริบวุ่นวายมีความสุขความสบายตลอดเวลา

จากหนังสือ ธรรมลีลา ปีที4 ฉบับที่42
พิมพ์ สุวิภา กลิ่นสุวรรณ์