วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

79: ความเป็นไปของโลก

ความเป็นไปของโลก

ในสมัยต้นกัป มนุษย์ทั้งหลายมีอายุขัยถึงอสงไขยปีทั้งสิ้น หมายความว่านับประมาณอายุกันแทบไม่ได้ นั่นเป็นเพราะจิตใจของคนในสมัยนั้นมีกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ น้อยและเบาบางมาก ถึงแม้จะมีก็เป็นกิเลสอย่างละเอียด ไม่ใช่ชนิดหยาบที่ปรากฏออกมาเป็นทุจริต จิตใจจึงมีกุศลเจตนาเกิดอยู่มาก เมื่อมนุษย์เปี่ยมด้วยคุณธรรม อุตุ (ดินฟ้าอากาศ) และอาหารที่เป็นเครื่องอาศัยของมนุษย์จึงสมบูรณ์ดี ไม่มีขาดตกบกพร่อง จึงเป็นเหตุให้มนุษย์มีอายุยืนอยู่ได้ถึงอสงไขยปี

ครั้นต่อมาเหล่ามนุษย์มีอกุศลจิตขึ้นในสันดานเพิ่มขึ้น ๆ อำนาจของอกุศลทำให้อุตุ (ดินฟ้าอากาศ) และอาหารต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงผิดปกติไปจากเดิม กล่าวคือ เมื่อหนาวก็หนาวเกินควร เมื่อร้อนก็ร้อนเกินควร ฤดูฝนก็ตกผิดปกติมากไปบ้างน้อยไปบ้าง คุณค่าที่มีอยู่ในอาหาร (โอชารส) ลดน้อยลง สิ่งเหล่านี้กระทบกระเทือนทำให้ความเป็นอยู่ของมนุษย์เสื่อมถอยลง เป็นเหตุให้มีอายุขัยลดลงเรื่อย ๆ ตาม ลำดับ เพราะมีกิเลสเพิ่มขึ้นไม่สิ้นสุด และจะลดลงจนกระทั่งมีอายุขัยเหลืออยู่เพียง ๑๐ ปี

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในสุตตันตมหาวรรคว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลใดมีอายุยืน ผู้นั้นย่อมมีอายุถึง ๑๐๐ ปี และบางคนก็เกินกว่า ๑๐๐ ปี ไปเล็กน้อยก็เป็นได้ แต่ไม่ถึง ๒๐๐ ปี”

ในสมัยพุทธกาลเรานี้ อายุขัยของมนุษย์ในโลกเรามีกำหนด ๑๐๐ ปี และถือกันว่า อายุขัยจะลดลง ๑ ปี ทุก ๆ ระยะ ๑๐๐ ปี ขณะนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานล่วงไปแล้ว ๒,๕๐๐ ปีเศษ อายุขัยจึงลดลงประมาณ ๒๕ ปี ยุคปัจจุบันมนุษย์โลกเราจึงน่าจะมีอายุขัยประมาณ ๗๕ ปี ถ้าจะมีผู้ใดอายุยืนกว่านั้นได้ก็คงไม่เกิน ๒ เท่า

ในเวลาใกล้พุทธศักราชที่ ๕,๐๐๐ ขององค์สมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเราองค์ปัจจุบันนี้ พระศาสนาจะค่อย ๆ เสื่อมลงไปในที่สุด ตอนช่วงปลายของพระพุทธศาสนา พระสงฆ์องค์เจ้าก็จะพากันร่อยหรอและหดหายลงไป จนกระทั่งถึงวาระเวลาที่พระพุทธศาสนาเสื่อมลงไปจนหมดสิ้นพอดี ๕,๐๐๐ ปี ตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงมีพระพุทธฎีกากำหนดระยะเวลาเอาไว้

เมื่อสิ้นศาสนาแห่งพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าไปแล้ว ในกาลนั้นหมู่สัตว์ทั้งหลายก็จะพากันมืดมนนัก ไม่มีการทำบุญสร้างกุศลใด ๆ แม้คำว่าบุญหรือกุศลก็ไม่มีใครรู้จัก มีแต่อกุศลกรรมบถ ๑๐ ครอบงำสันดานของสัตว์ทั้งหลาย พากันทำบาปหยาบช้าทารุณ ปราศจาก หิริ โอตตัปปะ ผู้คนมีความเป็นอยู่เช่นเดียวกับสัตว์เดรัจฉาน ลูกกับพ่อแม่ก็จะอยู่กินเป็นสามีภรรยากัน พี่สาวน้องชาย พี่ชายน้องหญิง ตลอดถึงพี่ป้าน้าอา ลุงกับหลาน ต่างก็พากันสมัครสังวาสอยู่ด้วยกัน กิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ ของหมู่สรรพสัตว์ก็จะหนาแน่นขึ้นทุกเวลา อายุขัยก็จะลดน้อยถอยลงไป

จนกระทั่ง ประมาณพุทธศักราชที่ ๙,๐๐๐ อายุขัยของมนุษย์จะลดลงจนเหลือ ๑๐ ปี อาหารทั้งปวงที่มีรสชาติดีจะหมดไป อาหารที่เป็นข้าวสำหรับนกกินในยุคนี้ จะกลายเป็นอาหารอันประเสริฐในยุคนั้น เด็กหญิงเกิดมาอายุได้ ๕ ปี จะมีสามีและบุตรได้



ในยุคนั้นมนุษย์ทั้งหลายมีความอาฆาตเบียดเบียนกันยิ่งนัก เข่นฆ่ากันเองได้หมดทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นญาติมิตรสนิทสนมกันเพียงใด ไม่รู้จักความเมตตาปราณี เป็นเวลาที่ในสันดานสัตว์เต็มไปด้วย โลภะ โทสะ โมหะ

ในเวลาดังนี้ มหาภัย ๓ อย่างจะบังเกิดขึ้นคือ
๑. ทุพภิกขันตรกัป ความอดอยากยากแค้น
๒. สัตถันตรกัป รบราฆ่าฟันกัน
๓. โรคันตรกัป โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายเบียดเบียน

โดยเฉพาะในสมัยอายุขัยมนุษย์เพียง ๑๐ ปีนั้น ผู้คนปรากฏมีโทสะกล้าแข็งที่สุด สัตถันตรกัปย่อมบังเกิดขึ้น เกิดรบพุ่งฆ่าฟันซึ่งกันและกันเป็นโกลาหล จับสิ่งของใดได้แม้แต่ต้นไม้ใบหญ้าก็จะถูกใช้เป็นอาวุธไปจนสิ้น มนุษย์ในโลกจะพากันล้มตายนับประมาณมิได้ สัตถันตรกัปบังเกิดขึ้นเป็นเวลา ๗ วัน เป็นไปทั่วทุกแห่งหน ส่วนผู้พอมีปัญญาอยู่บ้าง จะหาเสบียงจนพอเพียง ๗ วัน หลบหนีซ่อนตัวอยู่ตามห้วยหุบเขาที่ห่างไกล จนรอดพ้นจากภัยอันตรายนั้น



ในระหว่าง ๗ วันที่ผู้คนทำการเข่นฆ่ากันอยู่ พื้นแผ่นดินทั้งสิ้นนองไปด้วยโลหิต ซากศพเกลื่อนกลาดน่ากลัว

เมื่อพ้น ๗ วันไปแล้วสงบสงัดจากเสียงการสู้รบ คนทั้งหลายที่หนีไปซ่อนเร้นจึงพากันออกมา เมื่อเห็นกันเข้าเกิดความสังเวชสลดใจ รักใคร่เอ็นดูสงสารซึ่งกันและกัน มีจิตใจอ่อนโยน เห็นโทษของอกุศลมีโทสะเป็นต้น จึงร่วมปรึกษาหารือกันเริ่มประกอบกุศลกรรม แรกทีเดียวเริ่มเว้นจากการฆ่าฟันคือปาณาติบาตก่อน เพราะเห็นโทษภัยจากการเข่นฆ่าที่ผ่านมา

เมื่อคนทั้งหลายเว้นจากการฆ่าสัตว์ บุตรหลานของคนเหล่านี้จึงมีอายุขัยยืนขึ้นเท่าตัวคือ ๒๐ ปี และบุตรหลานของผู้คนเหล่านี้ ก็ชักชวนพากันประกอบกุศลกรรมอื่น ๆ เพิ่มขึ้น มีเว้นจากอทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท พูดส่อเสียด พูดหยาบช้า พูดเพ้อเจ้อ ตลกคะนองไร้ประโยชน์ เว้นจาก อภิชฌาวิสมโลภะ ไม่ยินดีอยากได้ทรัพย์สมบัติของผู้อื่นโดยไม่ชอบธรรม เว้นการพยาบาทปองร้ายผูกเวรซึ่งกันและกัน เว้นจากมิจฉาทิฏฐิ ผู้คนพากันสมาทานรักษากุศลกรรมบถ ๑๐ ละเว้นอกุศล ๓ ประการคือ ความกำหนัดยินดีในสิ่งผิดประเพณี, ยินดีในเครื่องอุปโภคบริโภคที่ไม่ชอบธรรม และมีความเห็นผิดที่เป็นมิจฉาธรรม

ทั้งชวนกันปฏิบัติต่อบิดามารดา สมณพราหมณ์เป็นอันดี กระทำความเคารพในผู้เฒ่าผู้แก่ของตระกูล คนทั้งหลายบำเพ็ญกุศลธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไปประการดังนี้

อายุของผู้คนเหล่านั้นจึงเพิ่มขึ้นรุ่นละเท่าตัวเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึง ๘๐,๐๐๐ ปี เมื่ออายุขัย ๘๐,๐๐๐ ปี สตรีจะเป็นสาวมีสามีได้เมื่ออายุประมาณ ๕๐๐ ปี โรคภัยในยุคนี้มีเพียง ๓ ประการ คือ ความหิว ความง่วง และความแก่ชรา และอายุขัยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงอสงไขยปี

เมื่ออายุขัยของมนุษย์ถึงอสงไขยปี ทำให้ไม่ใคร่ได้เห็นความแก่ ความเจ็บ ความตาย โดยง่าย จึงเกิดความประมาท มีทิฏฐิ และมานะบังเกิดขึ้น กิเลสเริ่มเกิดตามมา อกุศลกรรมต่าง ๆ ก็เกิดมีขึ้นเป็นลำดับ อายุขัยของมนุษย์จึงเริ่มลดลงอีกจนกระทั่งเหลือ ๘๐,๐๐๐ ปี

ในเวลาอายุขัยของมนุษย์เหลือ ๘๐,๐๐๐ ปีนี้เอง พระศรีอาริยเมตไตรย จะมาอุบัติบังเกิดขึ้นในโลก ดังมีพระพุทธภาษิตแสดงไว้ในจักกวัตติสูตรในสุตตันตปาฏิกวรรคว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในยุคที่มนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าเมตเตยะเป็นผู้มีโชค จะอุบัติขึ้นในโลกฉะนั้น”

พระศรีอาริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ อันเป็นองค์สุดท้ายของภัทรกัปนี้.

หมายเหตุ

กัปปัจจุบันนี้ คือ ภัทรกัป มีพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ คือ
๑. พระกกุสันธะ สัมมาสัมพุทธเจ้า
๒. พระโกนาคมน์ สัมมาสัมพุทธเจ้า
๓. พระกัสสปะ สัมมาสัมพุทธเจ้า
๔. พระศรีศากยมุนีโคดม สัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระพุทธเจ้าองค์ที่พุทธศาสนิกชนกราบไหว้บูชาอยู่ในปัจจุบันนี้
๕. พระศรีอาริยเมตไตรย สัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ พระศรีอาริย์ ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์สุดท้ายของภัทรกัปนี้

เมื่อพระศรีอาริยเมตไตรยเสด็จปรินิพพานไปแล้ว ต่อจากนั้นอีก ๕๑ อันตรกัป ก็จะถึงเวลาพินาศของโลก

ก่อนที่โลกจะถูกทำลาย จะมีมนุษย์ เทวดา และพรหมที่อยู่ในชั้นต่ำ ๆ ส่วนหนึ่งพากันขวนขวายเจริญฌานจนตาย แล้วไปบังเกิดในพรหมโลกชั้นสูง ๆ ที่ไม่ถูกทำลาย รอจนกระทั่งโลกก่อตัวขึ้นมาใหม่จึงค่อยพากันลงมาเกิดด้วยกำเนิดของ โอปปาติกะ คือผุดขึ้นมาโดยโตเต็มตัวทันใด ไม่ต้องมีบิดามารดา เป็นการเริ่มกัปใหม่กันต่อไป

ส่วนผู้ที่ไม่สามารถเจริญฌานจนตาย แล้วไปบังเกิดยังพรหมโลกชั้นที่ไม่ถูกทำลายได้นั้น พวกเขาเหล่านั้นจะถูกทำลายไปพร้อมกับโลก แล้วไปเกิดเป็นอบายสัตว์อยู่ในจักรวาลอื่น ที่ยังไม่มีการถูกทำลายกันต่อไป ซึ่งจักรวาลนี้มีมากมายนับจำนวนไม่สิ้นสุด



การก่อตัวขึ้นใหม่ของจักรวาล

ในขณะที่โลกกำลังพินาศอยู่ เหล่าสัตว์ที่ไม่ถูกทำลายส่วนมากไปบังเกิดเป็นพรหมอยู่ในชั้น อาภัสสราภูมิ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกาย อยู่ในวิมานงดงาม สัญจรไปได้ในอากาศ มีอายุยืนยาวช้านาน

ครั้นแผ่นดินปรากฏเกิดขึ้นแล้ว พรหมบางรูปในชั้นอาภัสสราภูมิที่สิ้นบุญ สิ้นอายุ ก็จุติลงมาเกิด ด้วยกำเนิดของ โอปปาติกะ มนุษย์พวกนี้มีเพศเหมือนพรหม ไม่มีอวัยวะแสดงเพศ ร่างกายมีรัศมีเปล่งประกายมีแสงรุ่งเรืองสว่างไสว เหาะเหินเดินอากาศเที่ยวไปมาในเวหา ไม่ต้องกินอาหาร คงมีปีติเป็นอาหารดังเช่นในสมัยอยู่พรหมโลก อยู่กันเป็นสุขดังนี้ สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน

จนกระทั่งต่อมา มีมนุษย์คนหนึ่งนับเป็นคนแรก แลเห็นแผ่นดินมีสีสันสวยงาม มีกลิ่นหอม นึกอยากลองลิ้มรสดูว่าจะเป็นอย่างไร จึงหยิบดินขึ้นมานิดหนึ่งวางที่ปลายลิ้น รสดินนั้นมีโอชาแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย รู้สึกอร่อยชอบใจยิ่งนัก เกิดตัณหาในรสเข้าครอบงำ จึงบริโภค ง้วนดิน ซึ่งมีลักษณะเป็นวุ้นนุ่มคล้ายนมสดที่เคี่ยวให้งวด ทิ้งไว้ให้เย็นจับเป็นฝาอยู่ข้างบน มีสีคล้ายเนยใส หรือเนยข้นอย่างดี มีรสชาติอร่อยดุจรวงผึ้งเล็กที่สะอาด คนอื่นเห็นก็พากันเอาอย่าง และก็พากันติดใจเกิดตัณหาพากันบริโภครสแผ่นดินกันทุกคน เมื่อบริโภคง้วนดินอันเป็นอาหารหยาบดังนั้นแล้ว รัศมีกายก็อันตรธานหายไป ร่างกายก็ไม่ละเอียดสวยงามดังเดิม ปรากฏให้เห็นแตกต่างกันออกไป บางพวกมีสีสันวรรณะดีกว่าอีกพวก จึงเกิดการดูหมิ่นดูแคลน เกิดกิเลสขึ้นอีก ๒ ชนิดคือ สักกายทิฏฐิ (ความเห็นเป็นเหตุให้ถือตัวตน) และ มานะ (ความถือตัว) เมื่อบาปธรรมทั้งสองมีแรงกล้าขึ้นในหมู่มนุษย์ รสแผ่นดินที่โอชานั้นก็พลันสูญหายไป แผ่นดินกลายเป็นสะเก็ดคล้ายเห็ด แต่ยังคงมีกลิ่นหอม มีรสเป็นอาหารมนุษย์ได้อยู่ มีสี กลิ่น รส เหมือนเนยใส หรือเนยข้นอย่างดี รสอร่อยเหมือนรวงผึ้งเล็ก แม้จะไม่อร่อยเลิศเหมือนเดิมอย่างที่เคยเป็นง้วนดินก็ตาม

เมื่อบริโภคสะเก็ดดินเป็นเวลาช้านาน ร่างกายก็แข็งกล้าขึ้นทุกที ผิวพรรณก็ยิ่งแตกต่างกันออกไปมาก เกิดการดูหมิ่น ไว้ตัว ทะนงตน เหยียดหยามกัน เพราะมีสาเหตุมาจากผิวพรรณ ทำให้สะเก็ดดินค่อยหายไป ต่อมาเป็นเวลานานเข้า สันดานของคนหนาแน่นไปด้วยบาปกรรมเพิ่มขึ้น ๆ สะเก็ดดินก็อันตรธานหายไปหมดในตอนนั้น มีเครือดินบังเกิดขึ้นแทน เครือดินนี้คล้ายผลมะพร้าว มีสี กลิ่น รส คล้ายเนยใสหรือเนยข้นอย่างดี เมื่อเครือดินหายไป ข้าวสาลีขาวก็งอกขึ้นเอง ไม่มีเมล็ดลีบ ไม่มีรำ มีกลิ่นหอม เกิดเป็นรวงข้าวสาลีขึ้นจากต้นทันที เมล็ดไม่มีเปลือก ไม่ต้องรอเวลา มนุษย์ทั้งหลายไปรูดเก็บเอามาหุงกินได้ทันที สุดแต่ต้องการบริโภคเวลาใดก็ไปรูดเอามาจากต้น นำใส่ไว้ในภาชนะ ตั้งไว้บนแผ่นศิลา ข้าวจะเดือดสุกไปเอง กินโดยไม่ต้องใช้กับข้าว หรือเครื่องแกล้ม เมื่อพอใจให้เป็นรสอย่างใด ข้าวก็จะมีรสดังต้องการ รวงข้าวที่ถูกเก็บในเวลาเช้า ตอนเย็นก็โตเท่าเดิม ถ้าเก็บตอนเย็น ตอนเช้าก็โตเท่าเดิม มีรวงแก่สุกพร้อม

ในสมัยเมื่อมนุษย์บริโภคง้วนดิน สะเก็ดดิน เครือดิน ถือเสมือนสุธาหาร ไม่ต้องย่อย แต่เมื่อบริโภคข้าวสาลีเป็นวัตถุหยาบ จึงต้องย่อยเกิดมีอุจจาระ ปัสสาวะ ปากแผลที่ทำให้สิ่งเหล่านี้ไหลทิ้งออกมานอกร่างกาย เกิดเป็นอวัยวะเพศขึ้น ในอดีตชาติใครเคยเป็นชายก็เป็นเพศชาย ใครเคยเป็นหญิงก็เป็นเพศหญิง

แต่เดิมสมัยเป็นพรหมแล้วลงมาเกิดเป็นมนุษย์นั้น อุปจารสมาธิ (สมาธิจวนจะแน่วแน่) ยังต่อเนื่องมาในสันดาน ยังข่มกามราคะไว้ได้ แต่เมื่อบริโภคข้าวสาลีจนทำให้เกิดสภาวะความเป็นเพศชายหญิงกันขึ้น จึงเป็นปัจจัยกระตุ้นเตือนอุปนิสัย (ความประพฤติที่เคยชินเป็นพื้นมาในสันดาน) ให้เกิดกามราคะตามมา ทั้งชายหญิงต่างก็เพ่งเล็งดูกันและกันไปมา กามราคะเกิด อุปจารสมาธิก็ขาดจากสันดาน เหล่ามนุษย์เมื่อกระวนกระวายด้วยราคะดำกฤษณาก็ส้องเสพซึ่งเมถุนธรรม จึงต้องขวนขวายหาเคหะสถานที่อยู่อาศัยให้มิดชิด ในการประกอบอสัทธรรมนั้น เมื่อคนทั้งหลายครองเหย้าเรือนดังนี้ คนที่เกียจคร้านก็เกิดการเก็บสะสมข้าวสาร คือไปรูดเอามาไว้คราวละมาก ๆ คนอื่นเห็นตัวอย่างก็ทำตาม เมื่อความโลภเจริญขึ้น ข้าวสาลีก็ไม่ออกรวงเป็นข้าวสารให้อีก แต่กลับออกรวงมีเปลือกมีรำ ข้าวที่รูดที่เกี่ยวแล้วก็หายไป ไม่มีต้นและรวงงอกแทนให้ใหม่ดังเดิม

ขณะนั้นคนทั้งหลายก็พากันเป็นทุกข์ ทอดถอนใจที่เห็นความแปรปรวนทั้งหลายเกิดขึ้น จึงจัดแจงปักปันแบ่งเขตข้าวสาลีกันขึ้น เขตใดของใครเป็นสัดส่วน

ต่อมามีคนใจอกุศลกระทำอทินนาทาน ลักขโมยเอาส่วนของผู้อื่น เมื่อมีการจับได้ แรก ๆ ก็เพียงตำหนิติเตียน แต่เมื่อถึงครั้งที่ ๓ จึงกลุ้มรุมทำร้ายด้วยไม้ค้อน และก้อนดิน

เมื่อเกิดการลักขโมย การครหาติเตียน การกล่าวมุสา การปรับสินไหม และอาชญาก็เกิด ความเป็นอยู่ของผู้คนเริ่มเดือดร้อนกันขึ้น จึงประชุมปรึกษาหารือกัน แสวงหาผู้มีปัญญาให้เป็นหัวหน้าหมู่คณะ คนอื่น ๆ มีหน้าที่ส่งส่วยให้ เพื่อให้ผู้เป็นหัวหน้านั้นดูแลปกครองให้พวกตนอยู่เป็นสุข

เฉพาะในต้นภัทรกัปของเรานี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (ไม่ได้ระบุว่าพระองค์ใด) บังเกิดเป็นพระโพธิสัตว์ มีรูปร่างแข็งแรงกำยำ มีสติปัญญาดี มีท่วงทีกิริยาน่าเกรงขาม สามารถว่ากล่าวสั่งสอนคนทั้งปวงได้ จึงได้รับเชื้อเชิญกระทำราชาภิเษก มีพระนามว่า พระเจ้าขัตติยมหาสมมุติเทวราช ให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินปกครองดูแลพวกตน นับเป็นการเกิดขึ้นครั้งแรกของวรรณะกษัตริย์

แต่ยังมีคนอีกบางพวกที่เห็นโทษของบาปอกุศลธรรม ว่าเป็นสิ่งทำให้เกิดความทุกข์ร้อนในหมู่มนุษย์ คิดกันว่าพวกตนสมควรไปลอยบาปอกุศลเหล่านี้ทิ้งเสีย จึงพร้อมใจพากันเข้าไปอยู่ในป่า สร้างบรรณศาลาอาศัยอยู่ เว้นจากเมถุนธรรมและบาปอกุศลทั้งปวง มีปกติเที่ยวไปในหมู่บ้านเพียงเพื่อขออาหารกิน คนเหล่านี้ได้ชื่อว่า พราหมณ์

คนจำพวกใดพอใจเสพเมถุน ยินดีในการครองเรือน ก็จำต้องวุ่นวายไปด้วยเรื่องการทำมาหากิน มีทำการกสิกรรม ค้าขาย เลี้ยงสัตว์ และอื่น ๆ เป็นพ่อค้า ชาวนา กรรมกร และอื่น ๆ มาจนทุกวันนี้

ทั้งหมดนี้คือความเป็นไปที่สรรพสัตว์ทั้งปวง ผู้ยังมีกิเลสอยู่ในสันดาน ต้องเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เรียกกันว่า วัฏสงสาร ตราบใดที่ยังไม่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้ฟังพระสัทธรรม แล้วนำไปปฏิบัติตามจนบรรลุผล เข้าพระนิพพานได้แล้วนั้น จะไม่สามารถหลุดพ้นออกจากวงเวียนแห่งวัฏสงสารนี้ได้เลย.

78: 16 คำทำนายของพระพุทธเจ้า ชี้ชะตามนุษย์โลก

16 คำทำนายของพระพุทธเจ้า ชี้ชะตามนุษย์โลก


สุดอัศจรรย์...16 คำทำนายของพระพุทธเจ้า ชี้ชะตามนุษย์โลก


ในยุคโลกาภิวัตน์ ที่ความเจริญทางด้านวัตถุ ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นที่น่าฉงนว่า ทำไมคนในโลกกลับมีความสุขน้อยลง และดูเหมือนว่าปัญหาในการดำรงชีวิต กลับมีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปัญหาทางด้านศีลธรรม จริยธรรมอันเป็นความเจริญทางด้านจิตใจ ดูจะเป็นสมการผกผัน กับความเจริญทางด้านวัตถุอย่างน่าเป็นห่วง ทุกวันนี้ หากเราฟังข่าวคราวไม่ว่าในประเทศไทย หรือประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ล้วนแล้วแต่มีเหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และภัยอันเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเอง

หลายๆ สิ่งเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ก็สามารถนำมาใช้คาดการณ์ล่วงหน้าและรับมือได้ทัน แต่ก็มีไม่น้อย ที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยียังไปไม่ถึง แต่หากจะบอกว่าสภาพการณ์หลายๆ อย่างที่อุบัติขึ้นในสมัยปัจจุบัน เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้า ได้ทำนายล่วงหน้ามาแล้วกว่า 2500 ปี

หลายๆ คนอาจจะยังไม่เชื่อ หรือไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ดังนั้น กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอนำเรื่อง “พุทธทำนาย” อันปรากฏอยู่ในอรรถกถาพระไตรปิฎก มหาสุบินนิมิตชาดก เอกนิบาตชาดก ขุททกนิกาย ซึ่งเป็นเรื่องเล่าถึงสมัยที่พระพุทธเจ้า ได้ทรงทำนายพระสุบิน (ความฝัน) ให้พระเจ้าปเสนทิโกศล จำนวน 16 ข้อ ว่ามีความหมายอย่างไร ดังนี้

วันหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้ครองกรุงสาวัตถี ได้เสด็จเข้าสู่นิทรารมย์ในราตรีกาล ครั้นล่วงปัจฉิมยามใกล้รุ่ง ได้ทอดพระเนตรเห็น พระสุบินนิมิตอันใหญ่หลวง ถึง 16 ประการ อันเป็นพระสุบินที่แปลกประหลาด จึงทรงตกพระทัยตื่นบรรทม และครั้นรุ่งเช้า ก็ได้ให้พวกพราหมณ์ปุโรหิตประจำราชสำนักทำนาย พวกพราหมณ์ปุโรหิต ก็พากันทำนายว่าเป็นพระสุบินที่ร้าย และว่าพระองค์จะต้องประสบภัยอันตราย 3 ประการ ไม่เสียราชทรัพย์ ก็จะมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน หรือไม่ก็ต้องสวรรคต อย่างใดอย่างหนึ่ง และแนะให้พระองค์ทำพิธีบูชายัญสัตว์ เพื่อสะเดาะเคราะห์ เมื่อพระนางมัลลิกา พระมเหสีทราบเรื่องเข้า จึงทูลให้ไปขอคำแนะนำจากพระพุทธเจ้า

ซึ่งพระพุทธองค์ก็ได้ทรงทำนายว่า เหตุร้ายนั้นจะมีแน่นอน เพียงแต่มิใช่เกิดแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล หรือแว่นแคว้นของพระองค์ แต่เหตุร้ายเหล่านี้จะเกิดแก่สัตว์โลกทั่วๆ ไป และแก่พระศาสนาของพระพุทธองค์ในภายภาคหน้า เมื่อล่วงเลยพุทธกาลไปแล้ว 2500 ปี เมื่อศาสนาเสื่อมลง (กล่าวกันว่า อายุพระพุทธศาสนาของพระสมณโคดม ยืนยาวเพียง 5,000 ปี หลังจากนั้น ต้องรอยุคของพระศรีอาริยเมตไตรย์ พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปเสด็จมาโปรดสัตว์)

ความฝันของพระเจ้าปเสนทิโกศล และคำทำนายของพระพุทธเจ้าทั้ง 16 ประการ ประกอบด้วย


1. ทรงฝันว่า “มีโค 4 ตัว วิ่งมาจากทิศทั้ง 4 ตรงดิ่งเข้าหากัน มีอาการเกรี้ยวกราด คำรนคำรามประหนึ่งว่าจะชนกัน ผู้คนแตกตื่นพากันมามุงดูด้วยหมายใจว่า จะได้ชมโคชนกัน แต่แล้วโคทั้ง 4 ตัวนั้นหาได้ชนกันไม่ ต่างก็ผละหนีถอยห่างออกจากกันไป”

- : พระพุทธองค์ได้ทรงทำนายว่า “ในอนาคตกาลเบื้องหน้า ในชั่วศาสนาของพระองค์ เมื่อโลกหมุนไปถึงจุดที่เสื่อมลง ผู้ปกครองประเทศ ผู้บริหารบ้านเมือง และประชาชนทั่วไปไม่ตั้งอยู่ในศีลในธรรม ต่างพากันล่วงละเมิดหลักศีลธรรม ทำให้สังคมโดยรวมมีแต่ความวิปริตเสื่อมทราม มีแต่ความเห็นแก่ตัว คอยชิงดีชิงเด่น มือใครยาวสาวได้สาวเอาไม่มีที่สิ้นสุด อาศัยเหตุนี้ฝนฟ้าจักแล้ง พืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ จะไม่อุดมสมบูรณ์ จะเกิดทุพภิกขภัย ข้าวยากหมากแพง ปวงประชาอาณาราษฎร์ต้องอดอยากยากแค้นกันโดยถ้วนทั่ว ในบางคราวมีเมฆตั้งเค้าขึ้นเป็นเหมือนฝนจะตก แต่ก็หาได้ตกไม่ ตั้งเค้าลอยมาจากทิศทั้ง 4 สายฟ้าฟาดดังกัมปนาทหวั่นไหวไปทั่วพื้นปฐพี แต่แล้วเมฆฝนที่คะนองก้องฟ้า พาให้ชาวประชาดีใจก็ไม่ตก กลับเหือดหายไปเสียจนหมดสิ้น มีอุปมาเหมือนโคดำที่วิ่งเข้าหากัน ทำท่าว่าจะชนกัน แล้วหาได้ชนกันไม่ ฉะนั้น”


2. ทรงฝันว่า “ต้นไม้ต้นเล็กๆ ที่เพิ่งจะโผล่ขึ้นพ้นจากดินไม่นาน ได้แค่คืบหนึ่งบ้าง และแค่ศอกหนึ่งบ้างเท่านั้น ก็ผลิดอกออกผลไปตามๆ กัน เหมือนไม้ใหญ่ ฉะนั้น”

- : พระพุทธองค์ได้ทรงทำนายว่า “ต่อไปเมื่อโลกเสื่อม มนุษย์แม้จะมีอายุเยาว์ มีวัยยังไม่สมบูรณ์ก็จะมีราคะกล้า และสมสู่กันตั้งแต่อายุยังน้อย และจะมีลูกแต่เด็กๆ เหมือนต้นไม้เล็กๆ แต่ก็มีผลแล้ว”


3. ทรงฝันว่า “ทรงเห็นแม่โคใหญ่ กลับอ้อนวอนขอดื่มนมของลูกโคที่เพิ่งเกิด”

- : พระพุทธองค์ได้ทรงทำนายว่า “ต่อไปในอนาคต การเคารพนบนอบผู้ใหญ่ เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์จะเสื่อมถอย คนเฒ่าคนแก่พ่อแม่เมื่อหมดที่พึ่ง หาเลี้ยงตนไม่ได้ ก็ต้องง้อ ต้องประจบลูกๆ ดังที่แม่โคที่ต้องกินนมลูกโค ฉะนั้น”


4. ทรงฝันว่า “ผู้คนไม่ใช้วัวตัวใหญ่ ที่สมบูรณ์แข็งแรงเทียมแอกลากเกวียน กลับไปใช้โครุ่นๆ ที่ยังปราศจากกำลังมาลาก เมื่อมันลากเกวียนให้แล่นไม่ได้ มันก็สลัดแอกนั้นเสีย”

- : พระพุทธองค์ได้ทรงทำนายว่า “ในภายหน้าเมื่อผู้มีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในธรรม จะได้คนอันธพาลสันดานหยาบ หรือมอบหมายให้พวกที่ไร้มนุษยธรรมปกครองบ้านเมือง แทนที่จะยกย่องและมอบหมายหน้าที่ ให้กับผู้มีสติปัญญาความรู้ กลับไปมอบยศศักดิ์ให้กับคนหนุ่มที่อ่อนหัด ด้อยประสบการณ์ ทำให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ดี กิจการต่างๆ ก็ไม่สำเร็จ ทำให้ประชาอาณาราษฎร์เดือดร้อนทุกหัวระแหง ขาดความเป็นธรรม เบียดเบียนประชาชน ฉ้อราษฎร์บังหลวง ทุจริตคอรัปชั่น บริหารบ้านเมืองโดยวู่วาม ขาดคุณธรรม ไม่รู้สึกสำนึกรับผิดชอบในหน้าที่ รับแต่สินบาทคาดสินบน จนผู้คนทั่วทั้งแผ่นดินลำบากใจ ก็เหมือนใช้โครุ่นมาเทียมแอก เกวียนก็แล่นไม่ได้ฉันใด ก็ฉันนั้น”


5. ทรงฝันว่า “เห็นม้าตัวหนึ่ง มีปากสองปาก มองเห็นหญ้าที่คนเลี้ยงนำมาให้ ถึงกับปากอ้าน้ำตาไหลเพราะความหิวโหย คนเลี้ยงม้าสองคนยืนยื่นหญ้าส่งป้อนให้พร้อมๆ กันแทบไม่ทัน กินไม่รู้จักอิ่มจนน่าอ่อนใจ”

- : พระพุทธองค์ได้ทรงทำนายว่า “ในอนาคตกาลเบื้องหน้า ผู้รับผิดชอบตัดสินคดีความของราษฎร ที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการในศาลต่างๆ จะคิดคบร่วมกันเบียดเบียนประชาชนทั้งสองฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย โดยกินสินบนทั้งสองฝ่าย แม้นได้สินบนฝ่ายใดมาก ก็จะตัดสินให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้ชนะความ โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง หรือไม่จำเป็นต้องสืบค้นหาความถูกต้องเลย แม้จะรู้โดยแน่ชัดว่าใครผิด แต่ก็แสร้งปรับเปลี่ยนสำนวนคำฟ้องให้เป็นผู้บริสุทธิ์ได้ ทำให้คนที่ไม่ได้ทำความผิด ต้องถูกลงโทษจองจำอย่างไร้มนุษยธรรม และในระหว่างการดำเนินคดีก็แสร้งถ่วงเวลาให้ยาวออกไป พร้อมกับเรียกร้องเอาสินบนจากทั้งสองฝ่าย ดังม้าที่กินหญ้าทั้งสองปาก ฉะนั้น”


6. ทรงฝันว่า “ฝูงชนเอาถาดทองคำราคาแพง ไปให้หมาจิ้งจอกตัวหนึ่ง พร้อมเชื้อเชิญให้หมาจิ้งจอกตัวนั้น ถ่ายปัสสาวะใส่ถาดทองนั้น”

- : พระพุทธองค์ได้ทรงทำนายว่า “ต่อไปคนดีมีสกุลทั้งหลายจะสิ้นอำนาจวาสนา คนตระกูลต่ำ หรือคนพาลจะได้เป็นใหญ่เป็นโต และคนมีตระกูล ก็จะต้องยกลูกสาว ให้แก่ผู้ไร้ตระกูลเหล่านั้น เหมือนเอาถาดทองไปรองเยี่ยวหมาจิ้งจอก ฉะนั้น”


7.ทรงฝันว่า “มีบุรุษหนึ่งนั่งฟั่นเชือกหนัง นั่งอยู่บนตั่ง ปลายเชือกที่ฟั่นแล้วข้างหนึ่งห้อยย้อยหย่อนไปในที่ใกล้เท้า แม่หมาจิ้งจอกโซตัวหนึ่ง นอนอยู่ใต้ตั่งที่บุรุษนั้นนั่งอยู่ แล้วก็กัดกินเชือกนั้น โดยที่เขาไม่รู้ตัว ฟั่นได้ยาวเท่าไรก็กัดกินสิ้น ยิ่งฟั่นยิ่งสั้น ไม่มีโอกาสหย่อนยานพาดถึงพื้นดินได้เลย”

- : พระพุทธองค์ได้ทรงทำนายว่า “ในกาลข้างหน้า ผู้หญิงจะเหลาะแหละ โลเล ลุ่มหลงในสุรา เอาแต่แต่งตัว เที่ยวเตร่ ประพฤติทุศีล แล้วก็จะเอาทรัพย์ที่สามีหาได้ด้วยความลำบากไปใช้ หรือให้ชายชู้ เหมือนนางหมาจิ้งจอกโซที่นอนใต้ตั่ง คอยกัดกินเชือกที่เขาฟั่น และหย่อนลงไว้ใกล้เท้า ฉะนั้น”


8. ทรงฝันว่า “มีตุ่มน้ำใบใหญ่มีน้ำเต็มใบหนึ่งตั้งอยู่ที่ประตูเมือง และมีตุ่มใบเล็กๆ จำนวนมากตั้งเรียงรายอยู่รอบๆ ตุ่มใบใหญ่นั้น ประชาชนทุกหมู่เหล่าตักน้ำมาจากทิศทางต่างๆ แล้ว เทใส่ตุ่มใบใหญ่ที่มีน้ำเต็มอยู่นั้น จนน้ำไหลล้นแล้วล้นอีก เจิ่งนองไปทั่วบริเวณนั้น หามีใครสักคนที่จะสนใจตุ่มน้ำใบเล็กที่ว่างเปล่าใบอื่นๆ เลย”

- : พระพุทธองค์ได้ทรงทำนายว่า “ในอนาคตกาลเบื้องหน้า คนเป็นใหญ่หรือมีอำนาจ จะเบียดเบียนหรือเอาเปรียบผู้ด้อยกว่า คนที่รวยอยู่แล้วก็จะมีคนจนหารายได้ไปส่งเสริมให้รวยยิ่งขึ้น ดังฝูงชนที่ต้องตักน้ำใส่ตุ่มใหญ่ที่เต็มอยู่แล้วจนล้น ส่วนตุ่มที่ว่างอยู่กลับไม่ไปใส่น้ำ”


9. ทรงฝันว่า “เห็นสระแห่งหนึ่ง มีบัวนานาชนิดขึ้นอยู่เต็ม และมีท่าขึ้นลงโดยรอบ สัตว์ต่างๆ ก็พากันดื่มน้ำในสระ แต่แทนที่น้ำบริเวณที่สัตว์เหยียบย่ำจะขุ่น กลับใสสะอาด ส่วนน้ำที่อยู่ตรงกลางสระที่สัตว์ไม่ไปดื่มหรือเหยียบย่ำ แทนที่จะใส กลับขุ่นมัว”

- : พระพุทธองค์ได้ทรงทำนายว่า “ในอนาคตกาลเบื้องหน้า เมื่อคนมีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในธรรม ขาดเมตตา คอยใช้อำนาจรีดนาทาเร้นหรือกินสินบน ชาวบ้านชาวเมืองก็จะหนีเข้าป่า ไปอาศัยอยู่อย่างอิสระไม่ขึ้นกับทางการ รวมกลุ่มกันอยู่อย่างปกติสุข เหมือนน้ำรอบๆ สระที่ใส ส่วนเมืองหลวงกลับว่างเปล่า เหมือนน้ำกลางสระที่ขุ่น ฉะนั้น”


10. ทรงฝันว่า “ทรงเห็นข้าวที่คนหุงในหม้อใบเดียวกัน สุกไม่เท่ากัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ข้าวแฉะ ข้าวดิบ และข้าวสุกดี”

- : พระพุทธองค์ได้ทรงทำนายว่า “ในอนาคตกาลภายภาคหน้า ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามที่เคยปฏิบัติกันมาแต่โบราณ จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ผู้คนจะคลายความศรัทธา หมดความเชื่อถือ ยกเลิกไปทีละอย่างสองอย่าง จนไม่หลงเหลือประเพณีเดิมเอาไว้ การไหว้เจ้าบวงสรวงเทพาอารักษ์จะไม่เหลืออยู่ ผู้คนจะมีจิตใจแข็งกระด้างหยาบคาย ขาดศีลธรรม ขาดความจริงใจต่อกัน ไม่มีมิตรภาพต่อกัน เพียงเสแสร้งพูดจากันเพราะความจำเป็น สวมหน้ากากเข้าหากันไปวันๆ เท่านั้น ลับหลังก็คอยหาโอกาสฆ่าฟันกัน ผู้คนจะเกิดเจ็บป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บที่แปลกๆ ซึ่งหมอไม่สามารถหายารักษาได้ ฤดูกาลก็จะเปลี่ยนแปลง จากที่เคยมีฝนตกต้องตามฤดูกาล ก็จักขาดหายไปกลายเป็นหน้าแล้ง ฤดูหนาวก็จะกลายเป็นหน้าร้อน ทำให้การเพาะปลูกบางแห่งได้ผล บางแห่งก็ไม่ได้ผล เช่นเดียวกับข้าวที่มีสุกบ้าง ดิบบ้าง และแฉะบ้าง”

11. ทรงฝันว่า “คนนำแก่นจันทน์ที่มีราคาแพง ไปแลกกับเปรียงเน่า (อ่านว่า เปฺรียง มี 3 ความหมาย คือ 1. นมส้มผสมน้ำแล้วเจียวให้แตกมัน 2.น้ำมันจากไขข้อวัว และ 3.เถาวัลย์เปรียง แต่ในที่นี้น่าจะหมายถึงเถาวัลย์เปรียง เทียบกับแก่นจันทน์ที่เป็นไม้เหมือนกันมากกว่า 2 ความหมายแรก)”

- : พระพุทธองค์ได้ทรงทำนายว่า “ในอนาคตกาล ภายภาคหน้า พระสงฆ์ทั้งสิ้น จักนำเอาพระธรรมหลักคำสอนไปเร่ขายแลกกับเงินทองมาเพื่อประทังชีวิต โดยไม่รู้สึกอดสู ละอายต่อบาปแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังประพฤติตนนอกลู่นอกทางผิดหลักธรรมวินัย คล้ายกับสอนเขาอย่างหนึ่ง และประพฤติตนอีกอย่างหนึ่ง ทำตัวให้แปดเปื้อนมลทิน”

บางตำราว่า “พระภิกษุอลัชชีเห็นแก่ได้ทั้งหลาย แทนที่จะนำธรรมะที่พระพุทธองค์สอน ไปสอนสั่งให้คนหลุดพ้นจากความทุกข์ และละความโลภ กลับใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหากิน หาปัจจัยบริจาคเข้าตัวเอง เหมือนเอาแก่นจันทน์ (ธรรมะคำสอนที่ดี) ไปแลกเอาเถาวัลย์เน่า (ลาภอามิสที่ได้รับมา ซึ่งไม่จีรังและไม่ช่วยให้พ้นทุกข์จริงๆ ได้)”


12. ทรงฝันว่า “ทรงเห็นน้ำเต้าแห้งแต่กลับจมน้ำ ซึ่งถือว่าเป็นไปได้ยาก แปลกประหลาดและไม่เคยมีปรากฏ แต่กลับเกิดมีปรากฏเป็นไปได้ ประจักษ์แก่สายตาในพระสุบินของพระองค์”

- : พระพุทธองค์ได้ทรงทำนายว่า “ในอนาคตกาลภายหน้า คนและสัตว์จะพบกับความหายนะ ถึงความวิบัติ เพราะเภทภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น ผู้รู้นักปราชญ์ราชบัณฑิตจักตกอับ หมดอำนาจ ขาดที่พึ่ง สูญเสียอิสรภาพ คนกักขฬะ นิสัยพาลสันดานหยาบ อันธพาลเกเร จะได้โอกาสปกครองบ้านเมือง มีอำนาจบารมีข่มขี่คนดีมีศีลธรรมคุณธรรมภายในจิตใจ ทำให้เจ้าขุนมูลนายเชื้อเจ้าพระวงศ์จะถึงความอัปยศอดสู ไร้ที่อยู่ถิ่นฐาน ส่วนชนพาลจะสำราญรื่นเริงบันเทิงทั่วหน้า เจรจานอกลู่นอกทางผิดหลักศีลธรรม คนซื่อเอาตัวไม่รอดจักลำบากขัดสน คนตลบตะแลงปลิ้นปล้อนหลอกลวงไปวันๆ สามารถอยู่ในสังคมได้เป็นปกติสุข คำพูดของคนที่ไม่ควรจะได้รับความเชื่อถือ กลับจะได้รับความเชื่อถือ โดยเปรียบถ้อยคำของคนที่ไม่น่าเชื่อว่ามีน้ำหนักเบาเหมือนกับผลน้ำเต้า ซึ่งปกติจะลอยน้ำ แต่เมื่อคนเชื่อว่าคำพูดเหล่านั้นมีน้ำหนักหรือหนักแน่น จึงเปรียบคำพูดนั้นว่ามีน้ำหนัก ราวกับน้ำเต้าที่จมน้ำได้ ฉะนั้น”


13. ทรงฝันว่า “ทรงเห็นศิลาแท่งทึบขนาดเท่าเรือน ซึ่งหนักแสนหนัก แต่กลับลอยน้ำได้เหมือนเรือ ดูประหลาดยิ่งนัก”

- : พระพุทธองค์ได้ทรงทำนายว่า “ในอนาคตกาลภายภาคหน้า คนอันธพาลสันดานหยาบ จะได้รับการยกย่องอุปถัมภ์ค้ำชู ยกย่องให้มีอำนาจวาสนาสูงส่ง มีบารมี เป็นผู้ทรงอิทธิพล คอยเหยียบย่ำเบียดเบียนคนดีมีศีลธรรมให้ได้รับความอัปยศอดสู พวกชนพาลกลับได้ใจทำอะไรตามใจตัวเอง ผู้ที่มีคุณธรรม แม้ในฝ่ายศาสนา พระสงฆ์ที่ทรงศีล ประพฤติดีปฏิบัติชอบ จักไม่ได้รับการยอมรับ ถ้อยคำของคนที่ควรได้รับการเชื่อถือ ซึ่งหนักแน่น มีน้ำหนักเปรียบประดุจแท่งศิลา กลับไม่ได้รับความเชื่อถือ หรือกลายเป็นถ้อยคำที่ไม่มีน้ำหนักเหมือนเรือที่ลอยได้ ข้อนี้ตรงกันข้ามกับข้อที่แล้ว คือ คนหันไปเชื่อคำพูดคนที่ไม่ควรเชื่อ เหมือนสิ่งที่ควรลอยกลับจม สิ่งที่ควรจมกลับลอย เปรียบเสมือนหินใหญ่ที่ลอยน้ำได้ ฉะนั้น”


14. ทรงฝันว่า “ทรงเห็นฝูงเขียดตัวเล็กๆ วิ่งไล่กวดงูเห่าตัวใหญ่ เมื่อทันก็ขบกัดให้ขาดเป็นท่อนๆ เหมือนคนเด็ดก้านบัว แล้วก็กลืนกินอวัยวะต่างๆ ของงูนั้นเสียจนหมดสิ้น”

- : พระพุทธองค์ได้ทรงทำนายว่า “ในอนาคตกาล มนุษย์ทั้งหลายจักมีราคะกล้า เผลอไผลปล่อยใจไปตามอำนาจกิเลสตัณหา สามีตกอยู่ในอำนาจแห่งภรรยาสาว สมบัติทุกอย่างตกอยู่ในอำนาจภรรยาฝ่ายเดียว หญิงพาลจักฮึกเหิมกำเริบเสิบสานระรานทำความรำคาญใจให้สามี จะข่มขี่ห่มเหง วางอำนาจให้สามีเกรงกลัว จะใช้สามีทำงานหนักเยี่ยงทาสกรรมกร สามีถนอมน้ำใจไม่แสดงความก้าวร้าวดุดันให้ปรากฏกลับยิ่งได้ใจกดขี่ทวีคูณ และภรรยาจะจัดการทุกอย่างตามอำเภอใจ ตะคอกคุกคามสามีด้วยคำพูดหยาบคายต่างๆ ทำกับสามีเหมือนทำกับทาสรับใช้ อุปมาเหมือนฝูงกบเขียดกัดกินงูเห่า ฉะนั้น”


15. ทรงฝันว่า “พญาหงส์ทอง ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ชั้นสูง แต่กลับยอมมอบตนเข้าเป็นพวก เคารพนบนอบให้เหล่ากาเป็นนาย เพื่อจะได้พรรคพวกเป็นกา น่าสงสาร”

- : พระพุทธองค์ได้ทรงทำนายว่า “ในอนาคตกาล พระราชาหรือผู้ปกครองที่อ่อนแอ ขาดความรู้ความสามารถ ไม่รู้จักเลือกคนดีมีตระกูลมาปกครองบ้านเมือง จักเลือกเอาแต่คนเขลาชาติพาลสันดานหยาบ ไม่มีธรรมะ ไร้ความสามารถด้วยประการทั้งปวง แต่อยู่ใกล้ชิดรับใช้ใกล้เท้า ให้ทำงานบริหารชาติบ้านเมืองแทน ทำให้เหล่าคนดีต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของคนชั่ว พวกตระกูลใหญ่ๆ จะมีอิทธิพลสบคบกับพวกคนพาลสันดานหยาบช้า คอยราวีข่มเหงผู้รู้นักปราชญ์ราชบัณฑิตและมีคุณธรรมจนลำบาก คนเลวจะได้ดีมีอำนาจขาดยางอายไร้ศีลธรรม ทำให้นักปราชญ์พลอยเกรงกลัว จึงเข้าร่วมเป็นพวก เหมือนหงส์แวดล้อมเป็นบริวารของกา ฉะนั้น”


16. ทรงฝันว่า “ฝูงแกะพากันไล่กวดฝูงเสือเหลือง และกัดกิน ทำให้เสืออื่นๆ สะดุ้งกลัว จนต้องหนีไปแอบซ่อนตัวจากฝูงแกะ”

- : พระพุทธองค์ได้ทรงทำนายว่า “ต่อไปภายหน้า คนชั่ว หรือคนที่ไม่ดีจะเรืองอำนาจ และใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ทำให้คนดีถูกทำร้าย หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องหลบหนี ซ่อนตัวจากภัยร้ายเหล่านี้ เหมือนเสือซ่อนตัวจากแกะ”

บางตำราว่า ทรงฝันว่า “เนื้อสมันวิ่งไล่ล่าเสือโคร่ง โดยวิ่งไล่ตามมาติดๆ เมื่อไล่ทันแล้วก็รุมกัดกินเสือตัวนั้นทันที ทำให้สัตว์ร้ายอื่นๆ หวาดกลัว พากันวิ่งหนีหลบเข้าป่าไป เพื่อให้รอดจากฝูงสมันร้าย ดูน่าฉงนยิ่งนัก”

- : พระพุทธองค์ได้ทรงทำนายว่า “ในอนาคตกาล บรรดาสานุศิษย์ได้รับการศึกษาเล่าเรียน ประสิทธิ์ประสาทความรู้จากครูบาอาจารย์จนเชี่ยวชาญ แล้วเกิดความคิดอัปมงคล คิดเนรคุณลบล้างครูอาจารย์ ขาดความเคารพนับถือผู้หลักผู้ใหญ่ ใช้ทั้งคำพูดและการกระทำย่ำยีน้ำใจผู้ใหญ่ให้เจ็บช้ำ อวดอ้างความเก่งกล้าสามารถ ยกตนข่มท่าน วางสันดานหยาบคายยิ่งนัก”
...........................

เมื่อพิจารณาความฝัน จะเห็นว่าหลายข้อในความฝัน เป็นสิ่งที่ผิดไปจากธรรมชาติ เช่น แม่โคกินนมลูกโค ม้าสองปาก เขียดกินงู และแกะกินเสือ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ล้วนมีนัยอันไปสู่พุทธทำนายทั้งสิ้น

หลายคนอาจจะสงสัยว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล กษัตริย์ในสมัยพุทธกาล ทำไมฝันได้ไกลไปถึงอนาคต อันไม่เกี่ยวข้องกับพระองค์ได้ถึงเพียงนี้ ผู้เขียนเชื่อว่าคงเป็นเพราะเทวดาดลใจ ให้พระองค์ฝันแปลกประหลาด เพื่อพระบรมศาสดาจะได้ฝาก “พุทธทำนาย” เป็นคำพยากรณ์อันอมตะไว้ เป็นเครื่องเตือนสติ ให้มนุษย์โลกได้ตระหนัก และระมัดระวังภัยพิบัตินานัปการ ที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า หลังจากที่พระพุทธองค์ดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว เพราะคงเล็งเห็นด้วยญาณวิเศษแล้วว่า นับวันคนเราก็จะห่างไกลจากหลักธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ จนเป็นเหตุให้มนุษย์มุ่งทำลาย เอารัดเอาเปรียบทั้งเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง และสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพื่อกอบโกยไปบำรุงบำเรอกิเลสแห่งตน โดยขาดความรัก ความเมตตาต่อกัน จึงทำให้คนเห็นแก่ตัว และมีผลให้สภาพแวดล้อม ธรรมชาติแปรปรวนไปหมด

ในปัจจุบัน เหตุการณ์หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น ฝนแล้ง อันทำให้เพาะปลูกได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ปัญหาเรื่องศีลธรรมและจริยธรรม เช่น เด็กและเยาวชนแก่แดดขึ้น มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยเพิ่มขึ้น ลูกขาดความกตัญญู และความเคารพยำเกรงต่อพ่อแม่ อลัชชีหรือพระทุศีลมีมากขึ้น ชายแก่ตกอยู่ในอำนาจเมียเด็ก หรือปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เช่น คนขาดความรู้ประสบการณ์ ได้รับแต่งตั้งให้ปกครองบ้านเมืองเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้มีอำนาจรับสินบน ก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป คนรวยยิ่งรวยเพราะมีช่องทาง และโอกาสเอาเปรียบคนจน เหมือนตุ่มใหญ่ที่คนตักน้ำไปใส่จนเต็มแล้วเต็มอีก แล้วปล่อยตุ่มเล็กให้ว่างเปล่า ตัวอย่างเหล่านี้ ล้วนไม่พ้นคำพยากรณ์ที่ทรงทำนาย บอกแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า จะเกิดขึ้นในอนาคตของสมัยโน้น ก็คือ สมัยนี้ หรือปัจจุบันนั่นเอง.

อย่างไรก็ดี ก็ยังมีพุทธทำนาย เพิ่มเติมที่มีผู้ถอดความจากศิลาจารึก เชตมหาวิหาร สวนมฤคทายวัน ประเทศอินเดีย ความว่า

พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า “....เมื่อศาสนาตถาคตล่วงเลยไปถึงกึ่งพุทธกาล สัตว์โลกทั้งหลายที่เกิดในยุคนั้น จะพบกับความลำบากทุกชาติทุกศาสนา ตามธรรมชาติอันหมุนเวียนของโลก ที่หมุนเวียนไปใกล้ความแตกทำลาย แผ่นดินแผ่นน้ำจะลุกเป็นไฟ มนุษย์และสัตว์จะได้รับภัยพิบัติสารพัดทั่วทิศ คนในสมัยนั้น (ปัจจุบัน) จะมีวิสัยโหดดุจกำเนิดจากสัตว์ป่าอำมหิต จะรบราฆ่าฟันกันถึงเลือดนองแผ่นดินแผ่นน้ำ

ส่วนเวไนยสัตว์ผู้ขวนขวายในกุศลตามวัจนะของตถาคต ก็จะระงับร้อนไม่รุนแรง บ้านเมืองใดมีความเคารพยำเกรงในพระรัตนตรัย และคุณบิดามารดา เหตุร้ายภัยพิบัติจักเบาบาง แต่ก็จะหนีกฎธรรมชาติไม่พ้น...

ในระยะนั้นศาสนาของตถาคตเสื่อมลงมาก เพราะพุทธบริษัทไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรม เชื่อคำของคนโกง กล่าวคำเท็จ ไม่เคารพหลักธรรมนิยม คนประจบสอพลอได้รับการเชื่อถือในสังคม ผู้มีศีลธรรมประพฤติชอบ กลับไม่มีคนเคารพยำเกรง

พระธรรมจะเริ่มเปล่งแสงรัศมีฉายส่องโลกอีกวาระหนึ่งเมื่อมีธรรมิกราชโพธิญาณบังเกิดขึ้น อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเถระผู้ทรงธรรมฤทธิ์ จะเสด็จมาเสริมสร้างพระศาสนา ของตถาคตให้รุ่งเรืองสืบไปอีก 5,000 พระวรรษา…

คำทำนายของตถาคตนี้ ย่อมยังเวไนยสัตว์ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ผู้ใดรู้แล้วไม่เชื่อ นับเป็นกรรมของสัตว์โลกที่ต้องสิ้นสุดไปตามกรรมชั่วของตน ผู้ใดปรารถนารอดพ้นจากภัยพิบัติ ให้รักษาศีลห้าประการ เจริญเมตตากรุณา ประกอบสัมมาอาชีพ มีใจสันโดษ รู้จักพอ ไม่หลงมัวเมาในอำนาจและลาภยศ ตั้งใจประพฤติตนตามคำสอนของตถาคตให้มั่นคง จึงจะพ้นอันตรายในยุคกึ่งพุทธกาล”

นี่คือพุทธทำนายที่ทรงตรัสไว้ กว่า 2500 ปีล่วงมาแล้ว ส่วนใครจะเชื่อ จะปฏิบัติหรือไม่อย่างไร ก็คงเป็นไปตามกรรมของแต่ละคน ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้.

ขอขอบคุณข้อมูลข่าว : อมรรัตน์ เทพกำปนาท สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
และข้อมูลจากหนังสือ พุทธทำนาย เรียบเรียงโดย อ.สุภาพ หอมจิตร

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

77: ระยะเวลาในการบำเพ็ญบารมีเพื่อเข้าพระนิพพาน

ระยะเวลาในการบำเพ็ญบารมีเพื่อเข้าพระนิพพาน
ระยะเวลาในการบำเพ็ญบารมีเพื่อเข้าพระนิพพาน หลังจากที่ได้รับพุทธพยากรณ์แล้ว

แบ่งตามคุณธรรมได้ 4 ประเภทบุคคล คือ

1. องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
2. องค์พระปัจเจกพุทธเจ้า
3. องค์พระอัครสาวก
4. องค์พระอรหันตสาวกปกติ

การบำเพ็ญบารมีของท่านเหล่านี้ มีระยะเวลาไม่เท่ากัน ทั้งนี้เพราะเนื่องด้วยความปรารถนาคุณธรรมที่ต้องการบรรลุมีความยิ่งหย่อนกว่ากัน คือ

1. องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องบำเพ็ญบารมีอย่างยิ่งยวด ชนิดที่สามารถสละอวัยวะหรือชีวิตได้ โดยใช้ระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้

พระปัญญาธิกพุทธเจ้า (พระโพธิสัตว์ที่มีปัญญามาก) ใช้ระยะเวลา 4 อสงไขยกับอีกแสนมหากัป
พระสัทธาธิกพุทธเจ้า (พระโพธิสัตว์ที่มีศรัทธามาก) ใช้ระยะเวลา 8 อสงไขยกับอีกแสนมหากัป
พระวิริยาธิกพุทธเจ้า (พระโพธิสัตว์ที่มีความเพียรมาก) ใช้ระยะเวลา 16 อสงไขยกับอีกแสนมหากัป

การบำเพ็ญบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นไปเพื่อต้องการขนสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ในวัฏสงสาร เข้าสู่พระนิพพานให้ได้มากที่สุด จึงต้องเตรียมการมาก ทำให้พระองค์เป็นผู้สมบูรณ์พร้อม ด้วยคุณธรรมทุกประการ

2. องค์พระปัจเจกพุทธเจ้า ใช้ระยะเวลาบำเพ็ญบารมี 2 อสงไขยกับอีกแสนมหากัป เพื่อต้องการตรัสรู้ธรรมด้วยพระองค์เอง แต่มิได้ขนสรรพสัตว์เข้าสู่นิพพาน จึงเป็นผู้มีคุณธรรมรองจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

3. องค์พระอัครสาวกซ้ายขวา ใช้ระยะเวลาบำเพ็ญบารมี 1-2* อสงไขยกับอีกแสนมหากัป เพื่อตรัสรู้ตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ช่วยพระพุทธองค์ในการขนสรรพสัตว์เข้าสู่พระนิพพาน มีคุณธรรมรองจากพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่มีมากกว่าปกติสาวก เพราะต้องทำคุณประโยชน์มากกว่า

* (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ท่านเคยบอกว่า พระอัครสาวกบำเพ็ญบารมีเท่าๆกับพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่จะเทียบเรื่องแสงแห่งบารมีย่อมแตกต่างกัน เช่น
- พระปัจเจกพุทธเจ้า เปรียบเหมือนแสงจันทร์  
- พระอัครสาวก เปรียบเหมือนแสงคบเพลิง 
- พระปกติสาวก เปรียบเหมือนแสงเทียน)

4. องค์พระอรหันตสาวกปกติ เช่น พระอสีติมหาสาวก เอตทัคคะผู้เป็นเลิศด้านต่าง ๆ พระพุทธบิดา พระพุทธมารดา พระพุทธบุตร พระพุทธอุปัฏฐาก และพระอรหันต์ทั่วไป ต้องใช้ระยะเวลาบำเพ็ญบารมี แสนมหากัป เพื่อความเป็นเลิศด้านต่าง ๆ บ้าง เพื่อกล่าวสอนผู้อื่นบ้าง เพื่อตรัสรู้เฉพาะตนบ้าง

บารมีที่ท่านเหล่านี้บำเพ็ญเพื่อเข้าพระนิพพาน คือ บารมี 10 ประการ ได้แก่

1. ทานบารมี (การเสียสละ การให้สิ่งที่ควรให้)
2. ศีลบารมี (การบำเพ็ญศีลให้ครบบริบูรณ์)
3. เนกขัมมบารมี (การเว้นจากกาม)
4. ปัญญาบารมี (การไต่ถามจากผู้รู้ ความรอบรู้เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง)
5. วิริยบารมี (การทำความเพียร)
6. ขันติบารมี (การมีความอดทนอดกลั้น)
7. สัจจบารมี (การรักษาวาจาสัตย์ พูดแต่ความจริง)
8. อธิษฐานบารมี (การตั้งจิตไว้ให้มั่นคง)
9. เมตตาบารมี (การมีความเมตตา)
10. อุเบกขาบารมี (การวางเฉย วางใจเป็นกลาง ไม่ว่าเรื่องดีหรือไม่ดี ไม่ว่าจะมีลาภหรือเสื่อมลาภ ไม่ว่าจะมียศหรือเสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์)


สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป ที่ยังไม่ได้รับพุทธพยากรณ์ ก็ควรประพฤติปฏิบัติตนดังนี้

1. ให้ยึดมั่นและหมั่นระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นผู้ใคร่เห็นพระภิกษุสงฆ์ และเข้าไปหาภิกษุผู้ปฏิบัติเห็นจริง เพื่อฟังธรรมคำแนะนำจากท่าน
2. เว้นจากบาปอกุศล-ความชั่วทั้งปวง
3. หมั่นทำกุศลให้ถึงพร้อม คือ หมั่นให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา ตามวิธีที่ถูกต้องประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องสั่งสมบุญไว้ในพระพุทธศาสนา และทักขิไณยบุคคล คือ ภิกษุสงฆ์ และให้อธิษฐานทุกครั้งว่า

"ขอบุญกุศลที่ข้าพเจ้าทำในครั้งนี้ จงเป็นไปเพื่อการบรรลุมรรคผลนิพพานเทอญ"

โมทนาสาธุในบุญทุกประการ 
ที่มา:

เรื่องที่เกี่ยวข้องนิมิตของข้าพเจ้า:
01: หลวงปู่แหวนมาโปรดในนิมิตร(ฝัน)
10: ฌานนิมิตถึงพระอริยะเจ้า
15: แสงธรรมพระธุดงค์ นิมิตแห่งแสง
16: แสงธรรมพระธุดงค์ ตามหานิมิต 
17: แสงธรรมพระธุดงค์ พบแสงนิมิต

58: นิมิตฝันว่า ได้ดื่มน้ำทิพย์
144: นิมิตฝัน เกี่ยวกับองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช
155: มงคลนิมิต 2 ประการ
160: นิมิตฝันว่า ได้ฟังธรรมจาก...
165: นิมิตฝัน ถึงองค์พ่อแม่ครูอาจารย์มาสอนธรรม
193: นิมิตฝัน เกี่ยวกับองค์พ่อแม่ครูอาจารย์
275: นิมิตฝันว่า ได้ถวายอุปัฏฐากหลวงปู่ชา สุภทฺโท
นิมิตฝันว่า ได้พบพญานาคสีน้ำเงินจำศีลอยู่ในถ้ำ
นิมิตฝันว่า ได้พบงูสีขาวเผือก
นิมิตฝันว่า ได้เดินธุดงค์ติดตามองค์ครูบาอาจารย์ไปทางเหนือ
นิมิตฝันว่า ได้ถวายภัตตาหารร่วมกับญาติธรรมจำนวนมาก
นิมิตฝันว่า ได้ครอบครองเจ้าแห่งเหล็กไหล
นิมิตฝันว่า ทำบุญกับพระภิกษุสายหลวงพ่อวัดท่าซุง
นิมิตฝันว่า ได้ติดตามองค์ครูบาอาจารย์บิณฑบาตทางภาคอิสาน
นิมิตฝันว่า ได้เข้ากราบหลวงปู่หา (หลวงปู่ไดโนเสาร์)
นิมิตฝัน วันออกพรรษา
นิมิตฝันว่า ได้ร่วมขุดหาพระพิมพ์กับองค์ครูบาอาจารย์,หลวงปู่...
นิมิตฝันว่า ได้ติดตามองค์ครูบาอาจารย์ธุดงค์จากบาดาลสู่แดนลับแล (บังบด)

76: ประวัติวันมาฆบูชา


ประวัติวันมาฆบูชา
วันมาฆบูชา (บาลี: มาฆปูชา; อังกฤษ: Magha Puja) เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของชาวพุทธ เถรวาท และวันหยุด ราชการในประเทศไทย "มาฆบูชา" ย่อมาจาก "มาฆปูรณมีบูชา" หมายถึงการบูชาในวันเพ็ญ กลางเดือนมาฆะ ตามปฏิทินของอินเดีย หรือ เดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย (มักอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หรือเดือนมีนาคม) ถ้าในปีใดมีเดือน อธิกมาส คือมีเดือน 8 สองหน (ปีอธิกมาส) ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 3 หลัง (วันเพ็ญเดือน 4)

ปีนี้ 8 สองหน
ด้วยเหตุการณ์ประจวบกับ 4 อย่าง จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า จาตุรงคสันนิบาต (มาจากศัพท์บาลี จตุ+องฺค+สนฺนิปาต แปลว่า การประชุมอันประกอบด้วยองค์ประกอบทั้งสี่ประการ) โดยประชุมกัน ณ วัดเวฬุวัน มหาวิหาร กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว 9 เดือน (45 ปี ก่อนพุทธศักราช)
จาตุรงคสันนิบาต (อ่านว่า จาตุรงคะ-) แปลว่า การประชุมพร้อมกันแห่งองค์สี่
จาตุรงคสันนิบาต หมายถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกัน 4 อย่างในวันเดียวกัน คือเกิดในสมัย พุทธกาล ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 ตอนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ ซึ่งต่อมาถือกันว่าเป็นวันสำคัญทางพระพุทธ ศาสนา เรียกว่า วันมาฆบูชา เหตุการณ์ 4 อย่าง คือ
- พระสงฆ์ 1,250 รูปที่พระพุทธองค์ได้ส่งไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาตามแว่นแคว้นต่างๆ ได้กลับมาเฝ้า พระพุทธเจ้าอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย
- พระสงฆ์ทั้งหมดล้วนเป็นเอหิภิกขุที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ด้วยพระองค์เองทั้งสิ้น ซึ่งเรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา
- พระสงฆ์ทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ คือผู้ได้อภิญญา 6 ข้อ
- วันที่พระสงฆ์ทั้งหมดมาชุมนุมกันนี้ตรงกับวันเพ็ญเดือนมาฆะ (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3)
ซึ่งในโอกาสนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาที่เรียกว่า" โอวาทปาฏิโมกข์ " อันเป็นหัวใจของ พระพุทธศาสนา
โอวาทปาติโมกข์ เป็นหลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา เป็น "ปาติโมกข์" ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงตลอดปฐมโพธิกาล คือ 20 พรรษาแรก เฉพาะครั้งแรกในวันเพ็ญเดือนมาฆะ (เดือน 3) หลังจากตรัสรู้แล้ว 9 เดือน เป็นการแสดงปาติโมกข์ที่ประกอบด้วยองค์ 4 เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต ซึ่งมีเพียงครั้งเดียวในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งๆ (อรรถกถาแสดงไว้ว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดง "โอวาทปาติโมกข์" นี้ ด้วยพระองค์เอง ท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์ตลอด 20 พรรษาแรก หลังจากนั้นทรงบัญญัติให้พระสงฆ์แสดง "อาณาปาติโมกข์" แทน)

วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

75: เรื่องเล่าความฝันกับพระคาถาป้องกันผี

เมื่อคืนก่อนผมได้ฝันเห็นผีที่พิศดูแล้วเป็นผีหญิงสาว ผิวขาว ผมยาวปะบ่า หน้าตาดี...ลุกขึ้นจากพื้นดิน แล้วเดินไปจะเข้าไปทำร้ายคนใกล้ตัวที่หันหลังให้และไม่รู้ตัว ผมเองก็มองดูห่างๆ ว่าแล้วก็เพ่งจิตไปหาผีตนนั้น เธอหันหน้ามาทางผมแล้วจะเข้าทำร้ายผมแทน ผมจึงยกมือข้างขวาขึ้นประมาณว่าห้ามหรือหยุด เธอก็หยุด

ผมพิจารณาดูแล้วอันผีนั่นก็ดูเหมือนคนปกติทั่วไป แต่ต่างตรงดวงตาที่ไม่มีชีวิต กิริยาก็ดูทื่อๆ ผิวซีด เสื้อผ้าเป็นแนวผู้ดีสมัยก่อน

พอผมเอามือลง เธอก็เดินเข้ามาอีก แต่ทีนี้ไม่ได้มาตนเดียว มากันมากพอสมควร ทั้งผีหญิง ผีชาย แต่ผมก็ไม่ได้ยกมือขึ้นเพราะรู้สึกว่าพอยกมือ มือผมจะร้อนๆและไม่จำเป็น

ก็เลยสวดพระคาถาในใจ เพื่อทดลองดูว่าบทไหนผีกลัวมั่ง ผีรักมั่ง หึหึ  เป็นว่าผมทดลองสวดไปหลายบท บางบทเหล่าผีๆก็เฉยๆเดินหน้าต่อ บางบทก็หยุดเหมือนหยุดฟัง แต่บางบทก็ออกอาการหวาดกลัว

สรุปเอาเฉพาะบทที่ได้ผลละกันเนาะ
1. บทที่เหล่าคุณผีทั้งหลายหยุดฟังทั้งออกอาการเกรงในอำนาจคือ
"บทลบผงวิเศษของหลวงปู่เจ้าประคุณสมเด็จโต"
"นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ มะอะอุ อิสวาสุ อาปามะจุปะ ทิมะสังอังขุ สังวิธาปุกะยะปะ สะธะวิปิปะสะอุ อะสังวิสุโลปุสะพุภะ นะมะนะอะ นอ,กอ,นะ,กะ,กอ,ออ,นอ,อะ นะอะกะอัง อิติอะระหังพุทธัง สะระณังคัจฉามิ อิติอะระหังธัมมังสะระณังคัจฉามิ อิติอะระหังสังฆังสะระณังคัจฉามิ ตะติอุมิ จิเจรุนิ จิตตังเจตะสิกกัง รูปังนิพพานัง นามะรูปังทุกขัง นามะรูปังอนิจจัง นามะรูปังอนัตตา อะยัง อัตตะภาโว อะสุจิ อะสุภัง อะระหังหรินัง หัคตา สัมมาสัมพุทโธ พุทธสังมิ มังคะลังโวเจติ อิติอะระหัง อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะฯ"


แต่ยาวไปหน่อย...จะเอาแบบเร็วต้อง

2. บทที่เหล่าคุณผีทั้งหลายออกอาการกลัวและหยุดเข้ามาทำร้ายเราคือ
"คาถาบูชาองค์พญามัจจุราช"
"ปะโตเมตัง ปะระชีวินัง สุขะโตจุติ จิตตะเมตะ นิพพานัง สุขะโตจุติ"

คำเตือน: ความเห็นส่วนตัวและความเชื่อส่วนบุคคล



เรื่องที่เกี่ยวข้องนิมิตของข้าพเจ้า:
01: หลวงปู่แหวนมาโปรดในนิมิตร(ฝัน)
10: ฌานนิมิตถึงพระอริยะเจ้า
15: แสงธรรมพระธุดงค์ นิมิตแห่งแสง
16: แสงธรรมพระธุดงค์ ตามหานิมิต 
17: แสงธรรมพระธุดงค์ พบแสงนิมิต

58: นิมิตฝันว่า ได้ดื่มน้ำทิพย์
144: นิมิตฝัน เกี่ยวกับองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช
155: มงคลนิมิต 2 ประการ
160: นิมิตฝันว่า ได้ฟังธรรมจาก...
165: นิมิตฝัน ถึงองค์พ่อแม่ครูอาจารย์มาสอนธรรม
193: นิมิตฝัน เกี่ยวกับองค์พ่อแม่ครูอาจารย์
275: นิมิตฝันว่า ได้ถวายอุปัฏฐากหลวงปู่ชา สุภทฺโท
นิมิตฝันว่า ได้พบพญานาคสีน้ำเงินจำศีลอยู่ในถ้ำ
นิมิตฝันว่า ได้พบงูสีขาวเผือก
นิมิตฝันว่า ได้เดินธุดงค์ติดตามองค์ครูบาอาจารย์ไปทางเหนือ
นิมิตฝันว่า ได้ถวายภัตตาหารร่วมกับญาติธรรมจำนวนมาก
นิมิตฝันว่า ได้ครอบครองเจ้าแห่งเหล็กไหล
นิมิตฝันว่า ทำบุญกับพระภิกษุสายหลวงพ่อวัดท่าซุง
นิมิตฝันว่า ได้ติดตามองค์ครูบาอาจารย์บิณฑบาตทางภาคอิสาน
นิมิตฝันว่า ได้เข้ากราบหลวงปู่หา (หลวงปู่ไดโนเสาร์)
นิมิตฝัน วันออกพรรษา
นิมิตฝันว่า ได้ร่วมขุดหาพระพิมพ์กับองค์ครูบาอาจารย์,หลวงปู่...
นิมิตฝันว่า ได้ติดตามองค์ครูบาอาจารย์ธุดงค์จากบาดาลสู่แดนลับแล (บังบด)

วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2555

74: รอยธรรม



รอยพระบาทพระศาสดา ผ่านปลายปากกาองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช
นะมัตถุ พุทธานัง ความนอบน้อมของข้าฯ จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
นะมัตถุ โพธิยา ความนอบน้อมของข้าฯ จงมีแด่พระโพธิญาณ
กราบ กราบ กราบ
(Link เพิ่มเติม 1,2)

อ้างอิง:
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ chomdham อ่านข้อความ
รอยธรรม
รอยเท้า รอยทาง รอยธรรม จงจำรอยบาท พระตถาฯ
กลัวคน หลงทาง มรรคา พระศาสดา จึงทรง ประทับรอย
ทับบาท แทนธรรม ให้โลก อย่าโยค หลบลี้ หนีถอย
จงพา กันเดิน ตามรอย พุทธะคอย ชี้ทาง สว่างใจ
ถ้าใคร ไม่เดิน ตามบาท ไม่อาจ พบทาง สว่างไสว
อย่ามัว เพลิดเพลิน เกินไป กลัวใจ หลงกล กิเลสมาร
รอยเท้า รอยทาง รอยธรรม พุทธะย่ำ ฝากไว้ ให้ลูกหลาน
พุทธะบุตร จงทำ เพื่อนิพพาน ให้อาจหาญ เดินตามบาท พระศาสดา

ประพันธ์โดย พระป่าบ้านนอก
มาอีกแล้ว ท่านมาสะกิดเตือนใจพวกเราอย่าหลงทางธรรม
แต่ให้เดินตามรอยพระบาทองค์พระบรมศาสดา ซึ่งการเดินตามรอยพระองค์ท่าน
ก็คือเดินตามรอยมรรคาปฏิปทา ก็จะเข้าถึงพระองค์ท่าน...พ้นทุกข์จากการครอบงำแห่งกิเลสร้ายทั้งหลาย

ดั่งคำกล่าวของพระบรมศาสดาเอกของโลกที่ว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม"

ข้าพเจ้าขอกราบขอบพระคุณและโมทนาบุญในธรรมทานของท่าน chomdham ที่ได้เมตตาสละเวลามาเพื่อบอกทางธรรม
ให้ข้าพเจ้าและเพื่อนธรรมทั้งหลาย ได้เข้าใจในนัยสำคัญหลายๆอย่างแห่งบทประพันธ์ "รอยธรรม" ของพระป่าบ้านนอกรูปนี้

บทประพันธ์รอยธรรม...ทำให้ผมระลึกนึกถึงวันแห่งความทรงจำนี้ครับ

วันนี้...การเดินทางตามรอยองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ของเรายังไม่แจ่มแจ้งนัก

แต่วันข้างหน้า...หากเรายังคงเดินตามรอยองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ ...
ที่ได้นำคำสอนของพระบรมศาสดามาพร่ำบอก พร่ำสอน พร้อมทั้งทำให้ดู แสดงให้เห็น
ก็คงแจ่มแจ้งขึ้นเองในสักวัน (เหมือนเคยพูดมาก่อนนะเนี่ย)