วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อานิสงส์ของการสวดมนต์


อาตมา (สมเด็จโต) ได้เห็นอานิสงส์ของการสวดมนต์ด้วยตัวอาตมาเอง ในสมัยที่อาตมาได้ออกเดินธุดงค์ในป่าเป็นเวลา 15 ปี โดยอาศัยอยู่ในเขตดงพญาไฟ ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ใกล้ชายแดนของประเทศเขมร ในสมัยนั้นเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ และภูตผีวิญญาณ ตลอดจนชาวบ้านที่มีเวทมนต์คาถา และเล่นคุณไสยกันอยู่อย่างมากมายในอาณาบริเวณชายแดนแห่งประเทศสยามในตอนนั้น อาตมาได้เดินธุดงค์แต่เพียงลำพัง ในช่วงนั้นอาตมามิได้ศึกษาในพระเวทมนตร์คาถาอาคมใดเลย นอกจากคำว่า

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ซึ่งมีความหมายว่า ข้าพเจ้าขอยึดมั่น พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง พระธรรมเป็นที่พึ่ง พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง

อาตมาไปที่แห่งหนตำบลใดก็จะกล่าวเพียงคำนี้ ตลอดเวลาของจิตใจอันเป็นที่พึ่งของอาตมา อาตมาเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านชายแดนแห่งประเทศสยาม ในดงพญาไฟขณะนั้น ในหมู่บ้านมีชาวบ้านอาศัยอยู่เพียงเล็กน้อย อาตมาจึงได้ปักกลดอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน มีชาวบ้านนำอาหารมาถวายตามกำลังที่เขาจะพอทำได้ เมื่อเห็นมีพระภิกษุมาปักกลดในที่แห่งนั้น อาตมาอาศัยอยู่ที่นั้นเป็นระยะเวลาหลายปี และ ณ ที่แห่งนั้น อาตมาจึงได้พบคุณวิเศษแห่งการสวดมนต์

มีชาวบ้านผู้หนึ่งได้เข้ามาสนทนากับอาตมาหลังจากได้ถวายอาหารแล้ว ชาวบ้านผู้นั้นอาตมาทราบชื่อภายหลังว่าชื่อ นายผล นายผลได้เล่าให้อาตมาฟังว่า เขาเป็นผู้ฝึกเวทมนตร์คาถาอาคม เล่าเรียนจนมีญาณแก่กล้า และมักจะทดสอบเวทมนตร์คาถาอาคมแก่พระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางมาปักกลด ณ บริเวณนี้เป็นประจำ เขาเล่าให้อาตมาฟังว่าเขาได้ส่งอำนาจคุณไสยเข้ามาทำร้ายอาตมาทุกคืน แต่ไม่ได้หวังทำร้ายเป็นบาปเป็นกรรมถึงตาย เพียงแต่ต้องการทดสอบดูว่าภิกษุรูปนั้น จะมีวิชาอาคมแก่กล้าสามารถที่จะต่อสู้กับคุณไสยเขาได้หรือไม่ นายผลก็ได้ทำคุณไสยใส่อาตมาถึง 7 วัน เต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยควายธนู หรือปล่อยหนังควาย ปล่อยตะขาบ ตลอดจนภูติพรายเข้ามาทำร้ายอาตมา แต่ปรากฏสิ่งที่ปล่อยมา ก็ไม่สามารถเข้ามาทำร้ายอาตมาได้เลย

วันนี้จึงได้มากราบเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับอาตมา อาตมาจึงได้บอกว่าตัวอาตมาเองไม่ได้ศึกษาพระเวทมนตร์คาถา หรือคุณไสยใด นายผลก็ไม่ยอมเชื่อหาว่าอาตมาโกหก ถ้าหากไม่มีของดีแล้วไซร้ไฉนอำนาจคุณไสยดำที่เขาส่งมาจึงกลับมายังเขา ซึ่งเป็นผู้กระทำ ไม่สามารถทำร้ายอาตมาได้อาตมาก็พยายามชี้แจงให้เขารู้ว่า อาตมาไม่มีวิชาเหล่านี้จริง ๆ ทำให้นายผลสงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดอาตมา จึงไม่ได้รับภัยอันตรายจากอำนาจเวทมนตร์คุณไสยดำที่เขาส่งมาทำร้ายได้ อาตมาได้บอกกล่าวแก่เขาว่า เมื่ออาตมาจะนอน อาตมาก็จะสวดแต่คำว่า

พุทธังสะระณัง คัจฉามิ
ธัมมังสะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
จนจิตมีความสงบนิ่งแล้ว จึงได้แผ่ส่วนกุศลไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลยอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย และอาตมาก็จำวัดนอนเป็นปกติ

นายผล เมื่อได้ฟังดังนั้น จึงได้บอกแก่อาตมาว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านในวันนี้ ก่อนที่ท่านจะจำวัดจงหยุดการสวดมนต์สัก 1 คืนได้หรือไม่ ข้าพเจ้าต้องการจะพิสูจน์ว่าการสวดมนตร์ของท่านเช่นนี้ จะเป็นเกราะคุ้มครองภัยท่านหรือเป็นเพราะอำนาจเวทมนตร์คาถาในภูตผีปิศาจ ของข้าพเจ้าเสื่อมกันแน่ ข้าพเจ้าขอรับรองว่า จะไม่ทำอันตรายแก่ท่านอาจารย์อย่างเด็ดขาด เพียงแต่ต้องการที่จะทดสอบให้ความรู้แจ้งเห็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้น

อาตมาก็ตกลงรับปากแก่นายผลว่า คืนนี้จะไม่ทำการสวดมนต์ นายผลจึงได้ลากลับไป ครั้นถึงเวลาพลบค่ำอาตมาก็นอนโดยมิได้ทำการสวดมนตร์ตามที่ได้ปฎิบัติเป็นปกติ เมื่ออาตมานอนหลับไป อาตมารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าอาตมาได้ยินเสียง กุกกัก กุกกัก ดังขึ้นมา จึงได้จุดเที่ยนและพบตะขาบใหญ่ยาวเท่าขาของอาตมากำลังเลื้อยเข้ามาอยู่ใกล้ตัว ของอาตมามาก อาตมารู้สึกตกใจถึงหน้าถอดสี และด้วยสัญชาติญาณจึ่งกล่าวคำสวดมนต์

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ด้วยจิตยึดมั่นในพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งเป็นเวลานานเท่าใดไม่ทราบได้ เสียงกุกกักและตะขาบที่อยู่ข้างหน้าก็อันตรธานหายไป จากนั้นอาตมาจึงได้จำวัดนอนเป็นปกติ ในวันรุ่งขึ้น นายผลก็มาหาอาตมาและได้กล่าวว่า เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าได้ปล่อยตะขาบเข้าไปในกลดที่ท่านพักพำนักอยู่ อาตมาบอกว่าอาตมาได้ตื่นมาและตกใจ จึงได้สวดมนต์ภาวนา ตะขาบตัวนั้น ก็อันตรธานหายไป

นายผลจึงได้ยกมือพนมขึ้น แล้วกล่าวว่า บัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่า อำนาจเวทมนตร์คาถา และคุณไสยใดๆ ของข้าพเจ้ามิอาจทำร้ายท่านได้ ก็เพราะอำนาจแก่การสวดมนตร์ภาวนาของท่านเป็นเกราะคุ้มครองภัยอันตรายต่างๆ ได้

ที่อาตมา (สมเด็จโต) ได้เล่าให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ได้ฟังกัน เพื่อให้เป็นอานิสงส์ของการสวดมนตร์ว่า เหล่าพรหมเทพได้มาฟังการสวดมนตร์จริงดังที่อาตมาได้เทศน์ไว้ เพราะถ้าไม่ใช่เหล่าพวกพรหมเทพแล้วไซร้ ก็คงไม่สามารถที่จะขับไล่สิ่งที่เกิดจากอำนาจคุณไสย ที่นายผลส่งมาเล่นงานอาตมาได้อย่างแน่นอน ท่านเจ้าพระยา และ อุบาสก อุบาสิกา ในที่นั้น เมื่อได้ฟังคำเทศนาแล้วต่างก็ยกมือขึ้นสาธุว่า อานิสงส์ของการสวดมนตร์มีคุณค่าสูงส่งยิ่งนัก


เทศนาโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ดังปรากฏในงานของท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี จางวางมหาดเล็กในรัชกาลที่ 4 ที่ได้นิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จโตมาเทศน์ที่บ้าน ครั้นพลบค่ำ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตพร้อมลูกศิษย์ได้เดินทางจากวัดระฆังมายังบ้านของท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี ซึ่งในขณะนั้นมีอุบาสก อุบาสิกา นั่งพับเพียบเรียบร้อยกันเป็นจำนวนมาก ด้วยต้องการสดับรับฟังการเทศน์ของท่านเจ้าประคุณ ณ ที่เรือนของท่านเจ้าพระยา เจ้าประคุณสมเด็จโต ได้ขึ้นนั่งบนธรรมาสน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงกล่าวบูชาพระรัตนตรัย เมื่อจบแล้ว ท่านจึงเทศน์ เรื่อง อานิสงส์ของการสวดมนต์

ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ได้กล่าวว่ายังมีคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า การสวดมนต์มีประโยชน์น้อย และเสียเวลามากหรือฟังไม่รู้เรื่อง ความจริงแล้วการสวดมนต์มีประโยชน์อย่างมากมาย เพราะการสวดมนต์เป็นการกล่าวถึงคุณงามความดี ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าพระองค์ท่านมีคุณวิเศษอย่างไร พระธรรมคำสอนของพระองค์มีคุณอย่างไร และพระสงฆ์อรหันต์อริยะเจ้ามีคุณเช่นไร การสวดมนต์ด้วยความตั้งใจจนจิตเป็นสมาธิ แล้วใช้สติพิจารณาจนเกิดปัญญาและความรู้ความเข้าใจ ประโยชน์สูงสุดของการสวดมนต์นั่นคือ จะทำให้ท่านเป็นผล จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์

ที่อาตมากล่าวเช่นนี้ มีหลักฐานปรากฏในพระธรรมคำสอนที่กล่าวไว้ว่า โอกาสที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์มี 5 โอกาสด้วยกันคือ
- เมื่อฟังธรรม
- เมื่อแสดงธรรม
- เมื่อสาธยายธรรม นั่นคือ การสวดมนต์
- เมื่อตรึกตรองธรรม หรือเพ่งธรรมอยู่ในขณะนั้น
- เมื่อเจริญวิปัสสนาญาณ

การสวดมนต์ในตอนเช้าและในตอนเย็นเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมา ตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนาบรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ต่างพากันมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ โดยแบ่งเวลาเข้าเฝ้าเป็น 2 เวลา นั่นคือ ตอนเช้าเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อฟังธรรม ตอนเย็นเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม การฟังธรรมเป็นการชำระล้างจิตใจ ที่เศร้าหมองให้หมดไปเพื่อสำเร็จสู่มรรคผลพระนิพพาน การสวดมนต์นับเป็นการดีพร้อมซึ่งประกอบไปด้วยองค์ทั้ง 3 นั่น คือ

- กาย มีอาการสงบเรียบร้อยและสำรวม
- ใจ มีความเคารพนบนอบต่อคุณพระรัตนตรัย
- วาจา เป็นการกล่าวถ้อยคำสรรเสริญถึงพระคุณอันประเสริฐ ในพระคุณทั้ง 3 พร้อมเป็นการขอขมา ในการผิดพลาด

หากมีและกล่าวสักการะเทิดทูนสิ่งสูงยิ่ง ซึ่งเราเรียกได้ว่าเป็นการสร้างกุศล ซึ่งเป็นมงคลอันสูงสุดที่เดียว
อาตมาภาพ ขอรับรองแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าหากบุคคลใดได้สวดมนต์เช้าและเย็นไม่ขาดแล้ว บุคคลนั้นย่อมเข้าสู่แดนพระอรหันต์อย่างแน่นอน

การสวดมนต์นี้ ควรสวดมนต์ให้มีเสียงดับพอสมควร ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่จิตตน และประโยชน์แก่จิตอื่น

*ที่ว่าประโยชน์แก่จิตตน คือ เสียงในการสวดมนต์จะกลบเสียงภายนอกไม่ให้เข้ามารบกวนจิต ก็จะทำให้เกิดความสงบอยู่กับบทสวดมนต์นั้น ๆ ทำให้เกิดสมาธิและปัญญา เข้ามาในจิตใจของผู้สวด
*ที่ว่าประโยชน์แก่จิตอื่น คือ ผู้ใดที่ได้ยินได้ฟังเสียงสวดมนต์จะพลอย ได้เกิดความรู้เกิดปัญญา มีจิตสงบลึกซึ้งตามไปด้วย ผู้สวดก็เกิดกุศลไปด้วยโดยการให้ทานโดยทางเสียง เหล่าพรหมเทพที่ชอบฟังเสียงในการสวดมนต์ มีอยู่จำนวนมาก ก็จะมาชุมนุมฟังกันอย่างมากมาย เมื่อมีเหล่าพรหมเทพเข้ามาล้อมรอบตัวของผู้สวดอยู่เช่นนั้น ภัยอันตรายต่าง ๆ ที่ไหนก็ไม่สามารถกล้ำกลายผู้สวดมนต์ได้ตลอดจนอาณาเขตและบริเวณบ้านของผู้ที่สวดมนต์ ย่อมมีเกราะแห่งพรหมเทพและเทวดา ทั้งหลายคุ้มครองภัยอันตราย ได้อย่างดีเยี่ยม

ดูก่อน.. ท่านเจ้าพระยาและอุบาสก อุบาสิกาในที่นี้ การสวดมนต์เป็นการระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณเมื่อจิตมีที่พึ่งคือ คุณพระรัตนตรัย ความกลัวก็ดี ความสะดุ้งกลัวก็ดี และความขนพองสยองเกล้าก็ดี ภัยอันตรายใด ๆ ก็ดีจะไม่มีแก่ผู้สวดมนต์นั่นแล.

จากหนังสือ อมตะธรรม สมเด็จโต พรหมรังษี

คำเตือน โปรดระวังเรื่องเล่าจากนิมิต

เรื่องผลจากนิมิตฝันก็ดี เรื่องผลจากการภาวนาก็ดี เป็นเพียงการบันทึกเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าในแต่ละวันที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นภายหลังจากการเจริญภาวนาในคืนนั้นๆ แล้วจิตมีความสงบดี การหลับก็หลับอย่างปกติสุขดี จึงได้นิมิตส่วนใหญ่ไปในทางที่ดีไปด้วย (บางครั้งก็ร้าย)

ทั้งนี้การบันทึกนี้ก็เพื่อเป็นการสืบค้น ศึกษาเรียนรู้ ฯลฯ เฉพาะตน ไม่ได้มุ่งหมายให้ผู้ผ่านมาและได้เข้ามาอ่าน เกิดความเชื่อ หลงตาม หรือให้ความศรัทธาใดๆแก่ข้าพเจ้า (แต่ก็ขออย่าได้ปรามาสกันเลย)

ด้วยปรารถนาดี

ภาพแสงสว่างสีขาวเหมือนดาวหางพุ่งมานี้ ต่างจากในฝันตรงที่ ในฝันสว่างจ้าประดุจกลางวัน

ว่าไปแล้วเมื่อคืนนี้ก็ฝัน ฝันว่าได้เข้าไปช่วยสองตายายคู่หนึ่งที่กำลังถูกมารทำร้าย (ในจิตเห็นว่าในร่างกายมีโครงดำๆ อยู่ภายในร่างสองคนนั้น) จึงร้องเรียกหาเทวดาให้มาช่วย ซึ่งจริงๆเทวดาก็เห็น แต่ไม่ได้ช่วย มีสัญญาณหนึ่งส่งมาว่า ให้ภาวนาขอพลังกับองค์พระศรีฯ จึงจะช่วยได้ ก็เลยต้องเจริญภาวนา ขณะภาวนาอยู่นั้น สองตายายกำลังจะตาย จึงต้องเร่งรวมพลังทางจิต (ทั้งๆที่ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่) ปรากฏว่ารวมได้ ผลของการขอรวมพลังแล้วได้ (ซึ่งเห็นว่ามีอยู่เต็มไปหมดแต่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า) จากสภาวะแวดล้อมที่ครึ้มๆเหมือนฝนจะตก ก็กลายเป็นแสงวงกลมสีขาวสว่างไปทั่ว รวมกันเป็นพลังเหมือนดาวหางพุ่งไปยังร่างสองตายายนั้นอย่างเร็วและแรง สิ่งแปลกปลอมดำๆในร่างสองตายายนั้นจึงอันตรธานหายไป พอหายไป เหล่าเทวดาซึ่งก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วยกันก็บอกว่า เห็นมั๊ยหละ ต้องรวมพลังกับท่านจึงจะช่วยได้ อย่ามาขอจากเทวดาเลย ประมาณนี้

ความจริงเรื่องอย่างนี้ 1 ที่เกี่ยวข้องเบื้องสูง 1 หรือหลายๆเรื่องที่เล่าผ่านมาแล้วก็ดี 1 
ก็ไม่สมควรนำมาเปิดเผยทั้งนั้น แต่ก็ไม่รู้สินะ มันอยากบันทึกไว้ 
สักวันเมื่อเราเข้าใจ เข้าถึงสภาวะธรรมอันแจ่มแจ้ง ปราศจากความเคลือบแคลงสงสัย ก็คงจะหยุดและวางไปเองแน่นอน

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ภูดานไห บ้านในทางธรรมของข้าพเจ้า


องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เปรียบเหมือน "พ่อแม่ในทางธรรม" (ความเป็นจริง เป็นยิ่งกว่านี้) ที่คอยชี้แนะแนวทาง/ขนาบให้ลูกๆได้เดินตรงตามรอยธรรม

ภูดานไหนั่นเล่า เปรียบเหมือน "บ้านในทางธรรม" ที่แสนอบอุ่น อบอุ่นทั้งสภาวะธรรม ทั้งสภาวะแวดล้อม (สัปปายะ) ทั้งคุณแม่ คุณตา คุณยาย คุณพี่ คุณน้อง ที่เฝ้าคอยการกลับบ้านของเหล่านักรบธรรม (นรธ.) อยู่เสมอๆ สิ่งที่กล่าวมานี้ไม่ได้กล่าวเกินจริง แต่อาจจะเปรียบได้น้อยกว่าความเป็นจริงเสียด้วยซ้ำ

วาระการมาร่วมฟังธรรม ศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม ที่ภูดานไห โดยเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละหนึ่งครั้ง แต่ละครั้งอาจจะหนึ่งคืน สองคืน หรือมากกว่า ตามโอกาสอำนวย ระหว่างที่อยู่ที่วัดก็เข้าสู่วิถีแห่งการปฏิบัติในทันที

ก็เพราะ "เวลาของเรานั้นมีน้อยนัก" น้อยทั้งเวลาที่อยู่ภูดานไหน้อยทั้งชีวิตอันแสนสั้น จึงต้องเร่งรีบ รีบทั้งอาการใส่ใจในธรรม รีบทั้งอาการใส่ใจในการดำเนินรอยตาม "ปฏิปทา" ซึ่งเป็นของ "ละเอียด"

ผู้ที่จักเรียกได้ว่าศิษย์สายกัมมัฏฐานที่แท้จริง จึงไม่ใช่แต่เพียงทำบุญ ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม บำเพ็ญสมาธิภาวนาได้เท่านั้น!

"ปฏิปทา" ขององค์ท่านกลับเป็นสิ่งสำคัญยิ่งนัก เรา นรธ.จึงควรคอยศึกษาเรียนรู้และปฏิบัติตาม เพราะสิ่งนี้...จักเป็นแม่แบบที่สะท้อนถึงครูบาอาจารย์...กว่าท่านจักยอมรับ "ศิษย์ที่แท้จริง" ได้แต่ละคนนั้นไม่ใช่ของง่าย ผู้เขียนอยู่นี้ก็ยังมิบังอาจ อาจเอื้อมไปขนาดนั้น เพราะรู้ปฏิปทาของตนยังอ่อนด้อยและห่างไกลอยู่ จึงเป็นได้แต่เพียงผู้ศึกษาตามแนวทางธรรมที่กล่าวมาข้างต้น หรือเตรียมอนุบาลก็คงไม่ผิดจากความจริงนัก

แต่แม้ว่า "เวลาจะน้อย" ปานใด ดูเหมือนจะยังไม่ค่อยอิ่มดีนัก ก็ได้เวลากลับบ้านในทางโลกเสียแล้ว พอกลับมาบ้าน ก็สังเกตุเห็นว่า นรธ.ส่วนใหญ่จะมีอะไรดีๆกลับมาโดยอัตโนมัติ (หากรู้จักสังเกตุ) กล่าวคือ ดูเหมือนเราได้รับพลังแฝงอะไรบางอย่างกลับมา การปฏิบัติก็มีความเพียรคอยขยับขึ้นไปเรื่อยๆ

องค์พ่อแม่ครูอาจารย์ตักเตือนเสมอว่า "ไม่ใช่ว่าให้เคร่งครัดเฉพาะเวลาที่อยู่กับท่านที่นี่ ต้องทำให้ได้แม้จะอยู่ห่างไกลกัน" สิ่งนี้ข้าพเจ้าเฝ้าตระหนักเสมอ แต่ก็หลุดได้เสมอเช่นกัน

ดังนั้น "ปฏิปทา" จึงต้องเป็นไปแบบปกติวิสัย ทั้งยามที่มีท่านและยามที่ไม่มีท่าน จึงจักเรียกตนเองว่า "พุทธบุตร" ได้

ลูกขอน้อมกราบ กราบ กราบ ถึงองค์พ่อแม่ครูบาอาจารย์อันเป็นที่เคารพยิ่งเหนือเศียรเกล้า สาธุ สาธุ สาธุ


(บันทึกไว้เมื่อ : ๓๑ มกราคม ๒๕๕๕)

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

คุณพระคุ้มครอง


วันนี้วันพระ : (วันนี้ทางอิสานบ้านเฮาทำบุญข้าวประดับดิน เพื่ออุทิศบุญแก่ญาติพี่น้อง เปรต อสุรกายที่ล่วงลับไปแล้ว) ขอน้อมถวายทาน รักษาอุโบสถศีล ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมฯ สำรวมกาย วาจาและใจให้เป็นปกติ สาธุ สาธุ สาธุ ในบุญกุศลที่ทุกท่านบำเพ็ญดีแล้วในวันนี้เด๊อ
.......................

เมื่อคืน (วันพระแรม 14 ค่ำ) ขณะนอนอยู่เหมือนมีอะไรพยายามจะมาครอบร่าง ลักษณะเป็นวงกลมเหมือนแก้วล้อมบีบทั้งร่างเราเอาไว้ ก็พยายามจะดิ้นออกมาให้ได้ จนมีเสียงออกจากลำคออือๆๆและใช้กำลังมาก น้องตกใจตื่นเรียก! ดีที่ไม่มาสะกิดโดนตัวเพราะนอนคนละที่และข้าพเจ้ารักษาศีล 8 อยู่ พอลุกขึ้นมาเลยดุน้องไปว่า อะไร! แล้วมองดูนากาตีสองกว่าๆเกือบตีสาม เลยเข้าห้องน้ำ ขณะเดินผ่านห้องพระ ขนแขนและตัวด้านขวาลุกซู่ๆ นี่แสดงว่าพระท่านคงรักษาเราเอาไว้ (ต่อๆ)



วิเคราะห์ตามประสาคนไม่รู้ : อาจเป็นไปได้ว่าขณะที่เราหลับหรือตื่นอยู่ก็ดี จะมีอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านครอบเราเป็นแก้วเอาไว้ ตะก่อนเราอาจจะไม่รู้สึกอะไรเพราะจิตมานยังหยาบอยู่ จึงไม่สามารถสัมผัสสิ่งละเอียดขนาดนี้ได้ แต่พอปฏิบัติธรรมจนจิตค่อนข้างนิ่งเป็นสมาธิ จิตเริ่มละเอียดขึ้น จึงสามารถสัมผัสอำนาจที่มาปกปรักรักษาเราไว้ได้ แต่จิตเราอาจจะไม่รู้ว่านี่คืออะไรจึงพยายามออกจากครอบแก้วกลมๆนั้น

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

นิมิตฝันว่า ได้ถวายภัตตาหารร่วมกับญาติธรรมจำนวนมาก

เมื่อคืนฝันว่า คุณแม่ไปตามพวกเราขึ้นไปถวายภัตตาหาร ข้าพเจ้าเองยังไม่ได้ใส่เสื้อ เสื้ออยู่บนศาลาจึงรีบวิ่งขึ้นบันไดแซงคุณแม่ขึ้นไป โดยชิดด้านในสุด จนคุณแม่เอ็ดว่า ฮึม ให้ระวังแม่ด้วย (เพราะแม่ห่มผ้าขาวอยู่) ขณะเดียวกันคุณแม่ คุณจ๊อก โกศล ก็เข้าไป ณ เบื้องหน้าศาลาข้างๆองค์ท่าน เราเห็นว่าน้องไปแล้วเรายังช้าอยู่ เลยเอาเสื้อขาวมาสวม ขณะสวมก็ผิดๆถูกๆเพราะรีบ แล้วมานั่งบนเสื้อกับครูชาติ อยู่ ณ เบื้องหน้าองค์ท่านแต่ห่างออกไปราวๆสิบเมตร เนื่องศาลาใหญ่มาก ใหญ่กว่าหลังปัจจุบันราวๆสี่เท่าได้

องค์ท่านมองหาข้าพเจ้าและเข้าใจว่าวันนี้ได้ให้น้องทำหน้าที่แทนสลับกัน น่าแปลกตรงที่ว่าจิตบอกว่าเป็นโกศลแต่ทำไมเป็นร่างเราสวมเสื้อแขนสั้นสีขาวที่ชอบสวมภาวนาปกติ ส่วนผู้คนก็เต็มศาลาเลย ทุกคนส่วนใหญ่เป็นคนใหม่ โดยเฉพาะคนเซเว่นก็มา ต่างดีใจเข้ามาทักทายข้าพเจ้า ไอเราก็ยินดีจนต้องหลุดปากคุยกะเขา ทำให้องค์ท่านดุเอาว่าให้พากันตั้งใจถวายภัตตาหาร อย่าคุยกัน ประมาณนี้แล ส่วนครูชาติและคนอื่นๆก็พากันนั่งสำรวมปกติดี สาธุๆๆ

เรื่องที่เกี่ยวข้องนิมิตของข้าพเจ้า:
01: หลวงปู่แหวนมาโปรดในนิมิตร(ฝัน)
10: ฌานนิมิตถึงพระอริยะเจ้า
15: แสงธรรมพระธุดงค์ นิมิตแห่งแสง
16: แสงธรรมพระธุดงค์ ตามหานิมิต 
17: แสงธรรมพระธุดงค์ พบแสงนิมิต

58: นิมิตฝันว่า ได้ดื่มน้ำทิพย์
144: นิมิตฝัน เกี่ยวกับองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช
155: มงคลนิมิต 2 ประการ
160: นิมิตฝันว่า ได้ฟังธรรมจาก...
165: นิมิตฝัน ถึงองค์พ่อแม่ครูอาจารย์มาสอนธรรม
193: นิมิตฝัน เกี่ยวกับองค์พ่อแม่ครูอาจารย์
275: นิมิตฝันว่า ได้ถวายอุปัฏฐากหลวงปู่ชา สุภทฺโท
นิมิตฝันว่า ได้พบพญานาคสีน้ำเงินจำศีลอยู่ในถ้ำ
นิมิตฝันว่า ได้พบงูสีขาวเผือก
นิมิตฝันว่า ได้เดินธุดงค์ติดตามองค์ครูบาอาจารย์ไปทางเหนือ
นิมิตฝันว่า ได้ถวายภัตตาหารร่วมกับญาติธรรมจำนวนมาก
นิมิตฝันว่า ได้ครอบครองเจ้าแห่งเหล็กไหล
นิมิตฝันว่า ทำบุญกับพระภิกษุสายหลวงพ่อวัดท่าซุง
นิมิตฝันว่า ได้ติดตามองค์ครูบาอาจารย์บิณฑบาตทางภาคอิสาน
นิมิตฝันว่า ได้เข้ากราบหลวงปู่หา (หลวงปู่ไดโนเสาร์)
นิมิตฝัน วันออกพรรษา
นิมิตฝันว่า ได้ร่วมขุดหาพระพิมพ์กับองค์ครูบาอาจารย์,หลวงปู่...
นิมิตฝันว่า ได้ติดตามองค์ครูบาอาจารย์ธุดงค์จากบาดาลสู่แดนลับแล (บังบด)

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

นิมิตฝันว่า ได้เดินธุดงค์ติดตามองค์ครูบาอาจารย์ไปทางเหนือ


เมื่อคืน (21 ส.ค.57) ฝันว่าได้เดินธุดงค์ไปกับองค์ครูบาอาจารย์เพียงลำพัง น่าแปลกว่าตะก่อนจะมีคุณแม่อยู่ด้วยทุกครั้ง บางครั้งคุณแม่ห่มเหลืองแต่ก็ยังเป็นคุณแม่อยู่ดี แต่ภายหลังแทบไม่มีท่านอยู่ในความฝัน มีก็น้อยมาก พอเดินไปถึงบ้านแห่งหนึ่ง เก่า ฐานแคบ สูงเป็นยอดแหลม คล้ายศาลาของวัดไทยใหญ่ บันไดมีสองฝั่ง (พึ่งสังเกตเห็นในตอนท้าย) องค์ท่านจักขึ้นไปปลงเกสา สรงน้ำ ครองผ้า (จิตมันไปเห็นองค์ท่านครองผ้าแลดูงดงามน่าเกรงขามเช่นที่เราเห็นประจำ) ก็ได้คลี่ผ้าใบสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 1.8-2.0 เมตร ผ้านี่เหมือนถุงผ้าของทหารอย่างหนาอะนะ แต่นี่ไม่ใช่ถุง พอคลี่ออกมาจักมีถาดไม้ไผ่สาน 1 ใบใส่บริขารขององค์ท่านเต็มไปหมด มีขันหนึ่งใบใส่สบู่แปรงสีฟันยาสีฟันใบมีดโกนฯลฯ องค์ท่านสั่งให้เตรียมไว้ เราก็เตรียมของหลายๆอย่างใส่ในขันถวาย องค์ท่านก็ดุว่าไม่ใช่ให้เตรียมใส่ถาดไปเลย (*เราคงฟังไม่ชัดหรือคิดไปเองว่าต้องใช้ขันใบเดียว) 

ขณะที่จัดของอยู่นั้นก็มีญาติโยมเข้ามากราบ องค์ท่านจึงครองผ้าอาศัยแทนจีวร (จีวรน่าจะอัญเชิญไปข้างบนแล้ว) อีกด้านขวามือเราจะเป็นบันไดเล็กๆ ขณะนั้นก็มีโยมผู้หญิงสองคนเดินขึ้นไปข้างบน ตาเราเหลือบไปเห็นตะกร้าบริขารอีกใบวางไว้ใต้บันได กำลังจะเอ็ดผู้หญิงสองคนนั้นซึ่งคุ้นๆว่าเป็นลูกศิษย์แต่ไม่ได้แสดงอาการเคารพ กำลังจะว่าเขาว่านี่เป็นของครูบาอาจารย์อย่าข้าม แต่มองเห็นองค์ท่านส่งสายตามาก็เลยไม่ได้ว่าเขา ปล่อยเขาขึ้นไป 

*แล้วก็ได้มองย้อนหาตัวเองว่าคงเป็นความสับเพร่าของเราที่วางตะกร้าบริขารของครูบาอาจารย์ไว้ และไม่ได้อยู่ในสายตา (ให้สามารถระวังได้) นี่ขนาดอยู่ข้างๆเรานะ ยังไม่เพียงพอ จะให้พอต้องอยู่ในสายตาเลยทีเดียว ส่วนการปูผ้าวางบริขารไว้ที่พื้นนั้นถ้าปลอดภัยก็ให้วางได้ไม่จำเป็นต้องวางไว้ที่สูง เช่นก้อนหินที่ไม่ราบเรียบ อีกประการคือหู สายตา สติ ต้องคอยฟัง คอยสังเกต องค์ท่านเสมอ เพราะองค์ท่านจะพูดน้อย (สั่งลูกศิษย์) มากยิ่งเวลาต่อหน้าญาติโยมมากๆ ในความฝันไม่ปรากฏเห็นบาตร แสดงว่าองค์ท่านรักษาไว้เอง วาระอันใกล้นี้ก็ขอให้ช่วยๆกัน อย่านิ่งดูดายเพื่อนเวลาถวายงาน ผู้ที่ถวายงานมากที่สุด เร็วที่สุด ความผิดพลาดก็มีโอกาสมากที่สุดเช่นกัน

ที่สำคัญคือคอยรักษาบริขารครูบาอาจารย์ คอยระวังญาติโยมที่เข้าหาฯให้ช่วยกันนะ ที่องค์ท่านไม่ให้เราดุผู้หญิงสองคนนั้นคงเพราะเหตุว่า 1.เขาได้ข้ามบันไดไปแล้ว ถือเป็นอโหสิกรรม เพราะไม่มีเจตนา 2. แต่ถ้าเราไปบอกเขา กรรมจะเกิดแก่เราและเขา เนื่องเพราะจิตเศร้าหมอง เพราะได้ข้ามบริขารครูบาอาจารย์

บันไดด้านซ้ายของครูบาอาจารย์ ส่วนด้านขวาของญาติโยมกระมัง แต่ไม่ใหญ่นะ พอเดินขึ้นไปได้ ไม่ได้สูงแบบบ้านทั่วไป แต่สูงแบบเจดีย์หรือต้นไม้สูง หรือหอคอย หลังคาสีเงินราวๆนี้ - จบแล้ว -

คล่องแคล่ว ว่องไว ไร้เสียง เสี่ยงตาย มุ่งหมายพระนิพพาน สาธุๆ

เรื่องที่เกี่ยวข้องนิมิตของข้าพเจ้า:
01: หลวงปู่แหวนมาโปรดในนิมิตร(ฝัน)
10: ฌานนิมิตถึงพระอริยะเจ้า
15: แสงธรรมพระธุดงค์ นิมิตแห่งแสง
16: แสงธรรมพระธุดงค์ ตามหานิมิต 
17: แสงธรรมพระธุดงค์ พบแสงนิมิต

58: นิมิตฝันว่า ได้ดื่มน้ำทิพย์
144: นิมิตฝัน เกี่ยวกับองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช
155: มงคลนิมิต 2 ประการ
160: นิมิตฝันว่า ได้ฟังธรรมจาก...
165: นิมิตฝัน ถึงองค์พ่อแม่ครูอาจารย์มาสอนธรรม
193: นิมิตฝัน เกี่ยวกับองค์พ่อแม่ครูอาจารย์
275: นิมิตฝันว่า ได้ถวายอุปัฏฐากหลวงปู่ชา สุภทฺโท
นิมิตฝันว่า ได้พบพญานาคสีน้ำเงินจำศีลอยู่ในถ้ำ
นิมิตฝันว่า ได้พบงูสีขาวเผือก
นิมิตฝันว่า ได้เดินธุดงค์ติดตามองค์ครูบาอาจารย์ไปทางเหนือ
นิมิตฝันว่า ได้ถวายภัตตาหารร่วมกับญาติธรรมจำนวนมาก
นิมิตฝันว่า ได้ครอบครองเจ้าแห่งเหล็กไหล
นิมิตฝันว่า ทำบุญกับพระภิกษุสายหลวงพ่อวัดท่าซุง
นิมิตฝันว่า ได้ติดตามองค์ครูบาอาจารย์บิณฑบาตทางภาคอิสาน
นิมิตฝันว่า ได้เข้ากราบหลวงปู่หา (หลวงปู่ไดโนเสาร์)
นิมิตฝัน วันออกพรรษา
นิมิตฝันว่า ได้ร่วมขุดหาพระพิมพ์กับองค์ครูบาอาจารย์,หลวงปู่...
นิมิตฝันว่า ได้ติดตามองค์ครูบาอาจารย์ธุดงค์จากบาดาลสู่แดนลับแล (บังบด)

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

จิตองอาจต้องไม่ขาดปัญญา


เหตุเกิดหลังจากการทำวัตรเย็นแล้วนั่งภาวนาต่อจนได้ความสงบระดับต้น ปรากฏเห็นถ้ำแลดูสงบชุ่มเย็นอยู่แห่งหนึ่งใกล้แหล่งน้ำสีฟ้า มองออกไปนอกถ้ำจักเห็นท้องฟ้าสีสวยงามดี ตรงปากถ้ำนั่นได้นั่งภาวนาอยู่ มองผ่านมือซึ่งมีลูกอม(หรือข้าวปั้น)พญานาค (ซึ่งวางบนมือซ้าย ส่วนมือขวาวางที่เข่าขวา) ลงไป เห็นน้ำใสยังกะกระจก จิตประหลาดก็ได้เปล่งออกไปว่า "ขอพลังในเมืองบาดาลให้เราหน่อย" แต่กลับมีเสียงสะท้อนผ่านใต้น้ำสงบใสปานกระจกขึ้นมาว่า "พลังอยู่กับพระองค์ไม่ต้องไปขอที่ไหน" อ้าวก็แปลกใจซี นี่จิตมานปรุงแต่งปานดูละคอนช่อง 7 เสียอีกน๊อนี่


ลูกอมหรือข้าวปั้นพญานาค
พิเคราะห์ดูเห็นจะเป็นเรื่องของการสร้างกำลัง(พลังจิต)ทั้ง 5 ตามที่องค์ครูบาอาจารย์โปรดฯบ่อยๆ กล่าวคือ 1. ศรัทธา > 2.วิริยะ > 3.สติ > 4.สมาธิ และผลจาก 1-4 ก็คือ 5.ปัญญา รวมเป็นพลัง 5 (และเป็นผลจากกำลังทางจิต-จินตามยปัญญา (ปัญญา 3 : สุตตมยปัญญา , จินตามยปัญญา , ภาวนามยปัญญา)) ต่างเกื้อกูลกันและกัน สุดแต่จะมีจริตทางด้านไหน ถ้าสะสมกำลังทางจิตมามากมักจะออกไปทางจิต ถ้าสะสมกำลังทางปัญญามากจะออกไปทางปัญญา แต่ทุกอย่างต้องสร้างเอาเอง เกิดเอง เห็นเอง ได้เอง ด้วยกำลัง 5 ของตนเอง 

สรุปเองคร่าวๆตามประสาผู้อ่อนด้อยกำลังศึกษาปฏิบัติอยู่...ได้ประมาณนี้

วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พระป่าของชาวพุทธ


ช่วงนี้เป็นช่วงเข้าพรรษา ชาวพุทธนิยมเดินทางเข้าวัดเพื่อกราบสักการะพ่อแม่ครูอาจารย์ ที่ตนเคารพนับถือ จึงขอคัดลอกข้อเขียนของท่านพระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก (บ้านปง) ตำบลอินทขิล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่.ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือ " พระป่าของชาวพุทธ " เพื่อเป็นข้อเตือนใจตนว่าเราเข้าหาพระอริยะเหล่านั้นด้วยเหตุผลใด ดังนี้

ในปัจจุบันนี้ พุทธศาสนิกชนได้หันมาให้ความนิยมทำบุญกับ " พระป่า " สายพระกรรมฐานหลวงปู่มั่น มากขึ้น และในบรรดาผู้ที่ปวารนาตนเป็นลูกศิษย์พระป่าองค์ใดองค์หนึ่ง หรือหลายๆองค์ พร้อมกันนี้ยัง พอจำแนกได้เป็น 6 ประเภท กว้างๆดังนี้คือ

" รุ่มรวยอามิสบูชา ศรัทธาความดัง หวังผลกำไร ใฝ่หาแก่นธรรมจริงแท้ ดูแลไม่ลืมหูลืมตา อาจารย์ข้าใครอย่าแตะ "

1. ประเภท " รุ่มรวยอามิสบูชา " พวกนี้คือศิษย์ที่นิยมการทำบุญ เพื่อแสดงถึงฐานะ ความมั่งมีทรัพย์สินของตนเป็นหลัก เวลามาพบพระก็แต่งกายหรูหราด้วยอาภรณ์ภัณฑ์ชั้นดี ประดับแก้วแหวน เพชรนิลจินดา บริจาคเงินแต่ละทีแต่ละครั้ง เป็นแสนเป็นล้าน น้อยกว่านั้นไม่ได้ เดี๋ยวอานิสงค์จะขาดไป พร่องไป ไม่สมบูรณ์
2. ประเภท " ศรัทธาความดัง " พวกนี้คือศิษย์ที่ยึดความดังของพระอาจารย์เป็นสรณะ ไม่ได้ซาบซื้งเท่าใดนักกับหลักธรรมคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ท่านนั้นๆดอก ขอเพียงให้รู้ว่ามีพระอาจารย์องค์ไหนบ้างที่สื่อมวลชนตีพิมพ์ประวัติเรื่องราว พระอาจารย์องค์ไหนบ้างมีผู้คนบอกเล่ากล่าวขวัญถึง ฉันต้องไปทำบุญ ไปกราบไหว้ ให้ได้สักครั้งหนึ่งก็ยังดี เพื่อเพิ่มเนื้อหาให้แก่การสนทนาโอ้อวดว่าองค์โน้นไปกราบมาแล้ว องค์นั้นเคยนิมนต์มาฉันที่นี่ องค์นี้...สนิทใกล้ชิดกันมากเป็นต้น
3. ประเภท " หวังผลกำไร " พวกนี้ถ้ามิใช่พวกหากินกับพระพุทธศาสนา ค้าเครื่องรางของขลัง วัตถุมงคล ก็มักจะเป็นพวกทำงานธนาคาร ซึ่งอาศัยยอดเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา ไปฝากในธนาคารที่ตนเองทำงานอยู่ เพื่อให้ตัวเลขพุ่งขึ้นในบัญชีเงินฝาก ช่วยหนุนทำให้หน้าที่การงานของตนก้าวหน้าตามไปด้วยนั่นเอง
4. ประเภท " ใฝ่หาแก่นธรรมจริงแท้ " พวกนี้เป็นศิษย์ที่กระทำการบูชาครูบาอาจารย์ด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำสั่งสอน โดยเคร่งครัด มีอันใดติดขัด ก็จะขอคำชี้แนะแก้ไข มีความพากเพียรในการค้นคว้าปฏิบัติธรรม เพื่อความพ้นทุกข์แท้จริง มีกิเลสไว้สำหรับละเลิก มีความตื่น ความรู้ เบิกบานไว้เป็นเครื่องภาวนาน้อมรำลึก
5. ประเภท " ดูแลไม่ลืมหูลืมตา " ที่ซ้ำร้ายศิษย์พระป่าประเภทนี้ มักเป็น "สตรีเพศ " เรียกว่า แทบจะร้อยทั้งร้อยก็ว่าได้ ไม่ทราบว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และศิษย์ประเภทนี้มักจะไม่ค่อยรู้ตัวว่า " การอันใดพึงงดเว้นเสียด้วย ขอเพียงให้ฉันได้ปรนนิบัติ ดูแล อาจารย์ที่ศรัทธา อย่างที่ฉันปรารถนาได้ เท่านั้น ก็พอแล้ว "
6. ประเภท "อาจารย์ข้าใครอย่าแตะ " ลูกศิษย์ประเภทนี้นับวัน ยิ่งมีมากขึ้นทุกที คือพวกที่ชอบกระทำตนเป็นเสมือนหนึ่งเจ้าของ หรือผู้จัดการครูบาอาจารย์ท่านแต่ผู้เดียว ผู้ใดก็ไม่รักและศรัทธาเสมอฉันได้ เพราะฉะนั้นใครจะให้อาจารย์ทำอะไรต้องมาผ่านทางฉัน ผู้เป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวเท่านั้น

ดังนั้น...สถานการณ์ " พระป่า " ในทุกวันนี้ จึงนับว่าล่อแหลมต่อ " พรหมจรรย์ " เป็นอย่างยิ่ง...ซึ่งพ่อแม่ครูอาจารย์แต่ละองค์ท่าน อุตส่าห์พยายามพากเพียร ฝึกฝน อบรมตน อดทน ต่อสู้กิเลส อยู่ในป่า เขา ถ้ำ เงื้อมผา อบรมภาวนาจิตใจ มาอย่างวิเวก เงียบสงัด สงบ จนได้รู้ธรรม เห็นธรรม บริสุทธิ์หมดจด หมดสิ้นซึ่งอาสวะกิเลส ทั้งปวง จึงได้ออกมาสั่งสอน และสงเคราะห์ เราปุถุชน ด้วยความเมตตา เป็นอย่างยิ่ง 

บางองค ์ท่านจึงจำเป็นต้องปิดซ่อนเร้น " คุณธรรม...คุณวิเศษ " โดยไม่เปิดเผยให้ล่วงรู้มากจนเกินไป รู้เฉพาะแต่หมู่ลูกศิษย์ใกล้ชิดที่ " ใฝ่หาแก่นธรรมจริงแท้ " จากองค์ท่านเท่านั้น แต่ท่านก็ยังมีจิตเมตตา คิดสงเคราะห์โลกและสงเคราะห์พวกเราๆที่ยังมีกิเลส มืดบอด อวิชชาครอบงำจิตใจ ให้ได้รู้จักการปฏิบัติธรรม อันได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา ตามแต่วาสนา บารมีธรรม ของแต่ละคนที่ได้เคยสั่งสมอบรมจนเป็นอุปนิสัยปัจจัยกันมามากน้อย...ดังนั้นพวกเราจึงควรปฏิบัติตัวต่อ พ่อแม่ครูอาจารย์ กันอย่างไรบ้าง ......

องค์หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก เชียงใหม่
ขอนอบน้อมกราบ กราบ กราบ
สาธุ สาธุ สาธุ
.............
จาก : https://www.facebook.com/wichianname

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

นิมิตฝันว่า ได้พบงูสีขาวเผือกสอนมรณานุสติ

แสงรุ้งของพระอาทิตย์

ย่ำรุ่งของวันนี้ (4 ส.ค. 57 เมื่อวานวันพระ) ประมาณตี 4.30 - ตี 5.30 ฝันว่าได้หลบหนีผู้ชายคนหนึ่งที่เขาจับงูเอาไว้ ข้าพเจ้ากับเพื่อนได้พางูออกมาด้วย โดยมีเชือกผูกงูเอาไว้ที่คอแล้วลากให้งูเลื้อยเหมือนเราจูงสัตว์เลี้ยง เป็นงูสีขาวเผือกลักษณะงดงามสง่า คล้ายงูจงอางหรืองูเห่า ลำตัวไม่ใหญ่มากประมาณลำแขน 

เมื่อหลบออกมาที่ปลอดภัยแล้ว อยู่ระหว่างหมู่บ้านกับเนินสันเขายาวเหยียด ข้าพเจ้าจึงให้เพื่อนผูกงูเอาไว้แล้วให้เพื่อน (สั่งตลอด หุหุ) ไปซื้ออุปกรณ์ทำอาวุธ (เผื่อเขาตามมา) ระหว่างนั้นข้าพเจ้าสังเกตุเห็นทิศเบื้องหน้าเป็นทิศตะวันออก เพราะมีลำแสงส่องสว่างออกมาเป็นสีรุ้งประปรายหลายจุด จึงเดินไปหลบอยู่ใต้เงื้อมผาซึ่งข้างบนเป็นสันเขาตามที่กล่าวมาข้างต้น แล้วมองดูแสงรุ้ง ดูแล้วเย็นตา สบายใจ เพราะเป็นสีที่ชอบเป็นพิเศษอยู่แล้ว ระหว่างที่ชมสำแสงรุ้งต่างๆอยู่นั้น ได้มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาหาจากทิศเบื้องหน้า (ตะวันออกเฉียงใต้) ข้าพเจ้าสังเกตุดูเธอ ในใจก็คิดว่ารูปร่างหน้าตาช่างสะสวยเหมือนแฟนคนแรกตอนมัธยมเลย (ฮา...) เธอมายืนอยู่ห่างๆประมาณ 5 เมตร จู่ๆแสงรุ้งก็หายไปกลับกลายเป็นแสงอาทิตย์สีทองตามปกติ (สวยกว่าในภาพประกอบ)


แสงทองของพระอาทิตย์

ระหว่างนั้นเห็นงูขาวเลื้อยผ่านไปข้างบนสันเขา และเพื่อนก็กลับมาพอดี (ไม่มีสิ่งของที่ให้ไปซื้อ - สั่งได้แต่ไม่ค่อยได้ 55+) ได้บอกว่างูหลุดไปแล้ว (ก็งูตัวที่เลื้อยผ่านไปสักครู่แหละ) พวกเราจึงออกตามงูไปบนสันเขา เพราะเกรงว่าจะเป็นอันตราย จึงไปเห็นผ้าสีขาวที่มีลักษณะแข็งๆมีช่องเหมือนรู 1 คืบ ขนาดประมาณ 2 x 0.5 เมตร คลุมอะไรสักอย่างอยู่ ข้าพเจ้าจึงบอกเพื่อนว่าน่าจะมีงูอยู่ในรูผ้านิแหละ 



ข้าพเจ้ากับเพื่อนจึงเตรียมไม้สีดำขนาดประมาณหัวแม่มือ ยาวประมาณ 1 เมตร เอาไว้ตีงู (ในใจก็คิดว่า แม้นเจองูถ้าตีเขาก็คงไม่ตาย ไม้ขนาดเล็กมากถ้าเทียบกับงู หึหึ) ข้าพเจ้าจึงเดินเข้าไปใกล้ประมาณ 1 เมตร สังเกตุเห็นดวงตาสีแดงขนาดเล็ก 1 คู่ในรูผ้าและมีดวงตาสีดำขนาดไล่เลี่ยกัน อยู่บนด้านหลังดวงตาสีแดง ห่างกันประมาณ 1 คืบ จึงมั่นใจว่าต้องเป็นงูแน่ๆ (อาจมีถึง 2 ตัว) กำลังว่าจะตีงูและก็กลัวงูจะฉกอีกด้วย จิตหนึ่งก็บอกว่า จะตีทันหรือถ้ามันฉกเราเสียก่อน


ดวงจิตลักษณะกลม (ในนิมิตสามารถขยายเข้าออกได้เอง)
บันทึกได้โดยบังเอิญที่ระเบียงหน้าบ้าน ที่นั่งภาวนาบ่อยๆ

พอคิดเช่นนั้นในเสี้ยววินาทีนั้น จิตของข้าพเจ้าก็รวม (คงกลัวตายด้วย) และได้หลุดออกมาจากเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นนั้น มาสู่อาการที่สงบเหมือนตอนที่เรานั่งสมาธิแล้วได้นิมิตเห็นแสงเห็นดวงต่างๆ คือจะเห็นเป็นเหมือนท้องฟ้ามืดสนิท แล้วมีดวงๆ (ในที่นี้ขอเรียกว่า "ดวงจิตเคลื่อนไหว") ล่องลอยอยู่เต็มท้องฟ้า มีขนาดใหญ่ประมาณหลอดไฟนิออนกลมๆ ทุกๆดวงจะอยู่กับที่ ณ จุดๆนั้น แต่มีลักษณะอาการขยายเข้าออกได้เองเหมือนกับสิ่งมีชีวิต มีหลากหลายสีมากๆ ขณะนั้นจิตได้บอกว่า "เป็นอาการของจิต" ส่วนอีกจิตบอกว่า "เราได้ตายไปแล้ว" น่าแปลกว่าทำไมเรา (ในที่นี้คือดวงจิต) ไม่รู้สึกเจ็บปวดจากพิษของงู ทำไมจิตเราถึงได้เบาสบาย สงบ ยังกะได้สมาธิ ในขณะนั้นจิตก็ได้ทบทวนไปมา สังเกตุดูจิตไปด้วย นึกถึงพุท-โธไปด้วย เพื่อป้องกันว่าตัวเองไม่ได้หลงติดในนิมิตนั้นๆ จากนั้นก็ค่อยๆคลายออกจากความฝันมาสู่ปัจจุบัน

ข้าพเจ้าออกจากความฝันมาสู่ปัจจุบัน ได้ทบทวนฝันอีกรอบ สงสัยว่านี่เราฝันเห็นดวงอะไรกันแน่ ณ ขณะที่นอนคิดอยู่นั้น จิตได้รวมเข้าสู่ความสงบอีกรอบ ยิ่งสงบไปกว่าตอนในความฝันอีก สงบจนเห็นดวงจิตทั้งหลายเหล่านั้นมีการขยายเข้าออก มีหลากหลายสีเคลื่อนที่อยู่ภายในและเป็นสีรุ้งแยกออกจากกันแจ่มชัดยิ่งขึ้น ระหว่างนั้นก็ภาวนาพุท-โธไปด้วย เพื่อเตือนสติตนเองว่า...ให้อยู่กับปัจจุบัน อย่าได้เข้าไปหลงติดในภาพดวงจิตอันสวยงามประหลาดที่ว่านี้

จากนั้นข้าพเจ้าได้ลุกขึ้นเข้าห้องน้ำ ทบทวนว่าเมื่อวานภายหลังจากทำวัตรในห้องพระเสร็จ เราได้ออกไปนั่งภาวนาที่หน้าบ้านและเดินจงกรมเล็กน้อย พอให้คลายจากอาการเมื่อยจากการนั่ง (ทำวัตร-ภาวนา) ต่อเนื่องกันเป็นชั่วโมง แล้วมานั่งพิจารณาเรื่องกายคตานุสสติและมรณานุสสติ ตามที่หลวงปู่-องค์ครูบาอาจารย์ท่านให้พวกเราหมั่นพิจารณาอยู่เนืองๆ แต่คงเนื่องด้วยเรายังเป็นผู้มีกิเลสหนาแน่นอยู่ จึงยังไม่ค่อยเข้าใจแจ่มแจ้ง จิตก็ยังคาใจในเรื่องของความตายอยู่ว่า...เป็นอาการเช่นไรหนอ?...แล้วก็เข้านอน ระหว่างนอนก็ท่องพุท-โธๆแล้วก็หลับไป จนได้ความฝันดังกล่าวข้างต้น


จุดนั่งภาวนา

หากความฝันนั้นเป็นจริงก็แสดงว่า
1. งูเผือกนั้นคงมาฉกเราให้ทราบว่าอาการ "ตาย" เป็นอย่างไร
2. ดวงจิตต่างๆที่เราเห็นภายหลังความตาย เหมือนอาการของจิตที่ได้รับความสงบ

ได้ข้อสรุปคร่าวๆประมาณนี้ 

มาภายหลัง (คืน 29 มิถุนายน 2560) ได้น้อมนำเรื่องนี้มาพิจารณาใหม่พบว่า ขณะที่จิตรวม (ละเอียดจนถึงฌานขั้นที่ 4) เข้าสู่สภาวะที่นิ่ง เงียบ สงบ แล้วหลุดออกจากร่างขึ้นไปพบดวงจิตต่างๆ สุกสว่างไสวหลากสีท่ามกลางท้องฟ้าอันมืดมิดนั้น ณ ที่แห่งนี้คือพรหมโลกชั้นที่ 1 เป็นสถานที่ของผู้ที่ได้ปฐมฌานขั้นที่ 1 ขึ้นไปเท่านั้นจึงจะไปเห็น และถ้าหากข้าพเจ้าตายไป ณ ขณะนั้นก็จะไปเกิดยังพรหมโลกชั้นนี้ทันที (เปนความเชื่อส่วนบุคคล)

เรื่องที่เกี่ยวข้องนิมิตของข้าพเจ้า:
01: หลวงปู่แหวนมาโปรดในนิมิตร(ฝัน)
10: ฌานนิมิตถึงพระอริยะเจ้า
15: แสงธรรมพระธุดงค์ นิมิตแห่งแสง
16: แสงธรรมพระธุดงค์ ตามหานิมิต 
17: แสงธรรมพระธุดงค์ พบแสงนิมิต

58: นิมิตฝันว่า ได้ดื่มน้ำทิพย์
144: นิมิตฝัน เกี่ยวกับองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช
155: มงคลนิมิต 2 ประการ
160: นิมิตฝันว่า ได้ฟังธรรมจาก...
165: นิมิตฝัน ถึงองค์พ่อแม่ครูอาจารย์มาสอนธรรม
193: นิมิตฝัน เกี่ยวกับองค์พ่อแม่ครูอาจารย์
275: นิมิตฝันว่า ได้ถวายอุปัฏฐากหลวงปู่ชา สุภทฺโท
นิมิตฝันว่า ได้พบพญานาคสีน้ำเงินจำศีลอยู่ในถ้ำ
นิมิตฝันว่า ได้พบงูสีขาวเผือก
นิมิตฝันว่า ได้เดินธุดงค์ติดตามองค์ครูบาอาจารย์ไปทางเหนือ
นิมิตฝันว่า ได้ถวายภัตตาหารร่วมกับญาติธรรมจำนวนมาก
นิมิตฝันว่า ได้ครอบครองเจ้าแห่งเหล็กไหล
นิมิตฝันว่า ทำบุญกับพระภิกษุสายหลวงพ่อวัดท่าซุง
นิมิตฝันว่า ได้ติดตามองค์ครูบาอาจารย์บิณฑบาตทางภาคอิสาน
นิมิตฝันว่า ได้เข้ากราบหลวงปู่หา (หลวงปู่ไดโนเสาร์)
นิมิตฝัน วันออกพรรษา
นิมิตฝันว่า ได้ร่วมขุดหาพระพิมพ์กับองค์ครูบาอาจารย์,หลวงปู่...
นิมิตฝันว่า ได้ติดตามองค์ครูบาอาจารย์ธุดงค์จากบาดาลสู่แดนลับแล (บังบด)

วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2557

น้อมนมัสการพ่อแม่ครูอาจารย์วัดป่าสายกัมมัฏฐาน จ.เชียงใหม่